Features | Security

เล่น บา คา ร่า ฟรี1️⃣M98: Flashpoints and Arms Races to Watch in 2019

ฟรี เครดิต mafia88 manage1️⃣M98,กลยุทธ์ที่แนะนำ : ช่วงบ่าย: คาดการเคลื่อนไหวจะคล้ายช่วงเช้า โดยแกว่งตัวแคบในแดนลบ อย่างไรก็ตามภาพรวมในช่วงนี้ถึงสัปดาห์หน้า มอง Downside จำกัดบริเวณ 1375 หรือ 1370 จุด และ SET จะเข้าสู่ช่วงรีบาวด์ ย้อนกลับขึ้นไปหาบริเวณ 1400 จุดอีกครั้ง ดังนั้น กลยุทธ์ รอซื้อดักการฟื้นตัวของตลาด ตามแนวรับที่กำหนด ด้านหุ้นแนะนำตามสัญญาณเทคนิค ได้แก่ ASEFA (รับ 5.20 ต้าน 5.60 cut 5.00) และ PLAT (รับ 5.30 ต้าน 5.80 cut 5.10)นอกจากนี้ อรัญเพาเวอร์ยังมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอีกหนึ่งฉบับ ซึ่งมีขนาดพลังงานไฟฟ้าสูงสุด 4 เมกะวัตต์ (MW) ณ ปัจจุบันอรัญเพาเวอร์ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการใดๆ โดยบริษัทคาดว่าจะดาเนินการในอนาคต ทั้งนี้ สัญญาซื้อขายไฟฟ้าดังกล่าว มีกำหนดวันเริ่มขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (SCOD) ในวันที่ 30 กันยายน 2560และอีก 2 โครงการ เป็นคฤหาสน์หรูแบรนด์ แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด ใน 2 ทำเลฝั่งกรุงเทพตะวันตกและตะวันออก ได้แก่ โครงการแกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด ราชพฤกษ์-จรัญฯ ติดถนนตัดใหม่พรานนก-พุทธมณฑลสาย 4 เป็นทำเลที่มีศักยภาพสูง ถนนใหญ่ขนาด 8 เลน ซึ่งเชื่อมเส้นทางสำคัญของฝั่งกรุงเทพตะวันตกหลายสาย จรัญสนิทวงศ์ ( สามแยกไฟฉาย ) กาญจนาภิเษก ราชพฤกษ์ ใกล้ รพ.ศิริราช เพียง 15 นาที พื้นที่โครงการ 61-1-20.3 ไร่ มูลค่าโครงการ 3,200 ล้านบาท เพียง 92 หลัง ราคาเริ่มต้น 30 ล้านบาทMCS ซื้อเก็งกำไร แนวรับ 10.30-10.60 บาท แนวต้าน 11.10-11.50 // 11.80 บาท"ทั้งนี้ผลการดำเนินงานดังกล่าวที่พลิกกำไร ส่วนใหญ่เป็นผลจากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของรายได้ และการสิ้นสุดการบันทึกค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์โครงข่ายของทรูมูฟ" ,สำหรับ SPP6 มีขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้าสูงสุดรวม 41 เมกะวัตต์ จะใช้เงินลงทุนรวม 2,550 ล้านบาท ซึ่งจะมาจากทุนจดทะเบียนในปัจจุบัน 669 ล้านบาทและเงินกู้จากสถาบันการเงิน 1,881 ล้านบาท โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการเสนอขอพิจารณาเงินกู้กับสถาบันการเงินในประเทศแห่งหนึ่ง โดยโครงการได้ลงนาม PPA กับกฟภ.แล้ว เมื่อวันที่ 10 ก.ค.58 จะได้รับอัตราการรับซื้อไฟฟ้า (FiT) ที่ 5.66 บาท/หน่วย เป็้นเวลา 25 ปี จะต้องเริ่ม COD ภายในวันที่ 31 ธ.ค.58 J เผยงบฯ Q3/58 กำไรลดลง 49% อยู่ที่ 14.93 ลบ. TPOLY เจ๋ง! ไตรมาส 3 พลิกกำไรหลังรับรู้รายได้โครงการก่อสร้างนายสันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายการตลาดและดูแลสายงานผู้ออกหลักทรัพยและบริษัทจดทะเบียน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เหตุโจมตีครั้งรุนแรงในพื้นที่หลายแห่งในกรุงปารีสเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา มองว่าเป็นผลกระต่อตลาดหุ้นไทยระยะสั้นเท่านั้น เพราะเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่หลังเริ่มมีความชัดเจนและประเทศต่างๆทั่วโลกก็ได้มีการดูแลอย่างเข้มงวด จึงเชื่อว่าจะไม่ทำให้เกิดสถานการณ์ความรุนแรงในวงกว้างSVI Support 5.10 Resistance 5.40 / 5.65 Cut loss 5.00。 บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/58 สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.58 (รวมบริษัทย่อย) มีกำไรสุทธิ382.71 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.21 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 328.35 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.25 บาทต่อหุ้น LST ไม่แจ่ม!ไตรมาส 3/58 กำไรลดลงเหลือ 78.08 ลบ.สำหรับใบอนุญาตเพียง 2 ใบ ทำให้การแข่งขันมีความรุนแรงและราคาประมูลรวมถูกดันให้สูงกว่าราคาตั้งต้นกว่า 154% และสูงกว่ามูลค่าประเมินคลื่นความถี่ โดยใบอนุญาตแรกคิดเป็น 200% ของมูลค่าคลื่น และใบอนุญาตที่สองคิดเป็น 206% ของมูลค่าคลื่น,-ธนาคารกลางมาเลเซีย เผยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 3/2558 ขยายตัว 4.7% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปีที่แล้ว ซึ่งตัวเลขดังกล่าวชะลอลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2558 ที่ขยายตัว 4.9% เพราะได้รับแรงกดดันจากความอ่อนแอของอุปสงค์ทั้งภายในประเทศและทั่วโลก ขณะที่ภาคการผลิตในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ ขยายตัว 4.8% เทียบรายปี หลังจากที่ขยายตัวเพียง 4.2% ในไตรมาส 2 ส่วนภาคบริการซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 50% ของตัวเลข GDP นั้น ปรับตัวขึ้น 4.4% เมื่อเทียบรายปี เมื่อเทียบกับที่ขยายตัว 5% ในไตรมาสก่อนหน้า SITHAI เผยกำไร Q3/58 ลดลง 15% มาที่ 100.01 ลบ.ทั้งนี้ EI มีแผนจะเพิ่มทุนเป็น 5 ล้านเหรียญสหรัฐ จากเดิมที่ 3 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะแรก เพิ่มทุนจาก 3 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 4 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 57 ซึ่งได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว ส่วนระยะที่ 2 จะเพิ่มทุนจาก 4 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 5 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 58รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า จากวิกฤตการณ์ดังกล่าว ผู้ประกอบการของไทยสามารถปรับเป็นโอกาส โดยเฉพาะสินค้าเครื่องสำอาง หรือเสื้อผ้าแฟชั่นต่างๆ แบรนด์ระดับกลางของไทยในการส่งออกไปยังฮ่องกง นอกจากนี้ยังมีสินค้าอื่นๆของไทยที่ได้ถูกกล่าวถึงในสื่อออนไลน์ ทำให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง เพราะค่าเช่าร้านค้าได้ปรับลดราคาลงในช่วงปีที่ผ่านมา ร้านค้าปลีกที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ร้านค้าปลีกประเภทนาฬิกาและเครื่องประดับ ดังนั้นผู้จำหน่ายสินค้า ฟุ่มเฟือยต่างๆจึงลดสาขาลง และเน้นสาขาที่มีอยู่ในห้างชั้นนำแทน JUBILE เศร้า กำไร Q3/58 ลดลงเกือบครึ่ง หลังยอดขายฮวบ! PIMO ลุยเพิ่มลูกค้าใน-ตปท.โค้งสุดท้าย ดันรายได้ปีนี้ทะลุ 500 ลบ.。

UPA ปิดบวกกว่า 10% เก็งผลประกอบการไตรมาส 4 โตต่อเนื่องTVT Support 2.34 Resistance 2.54 / 2.70 Cut loss 2.30 ,อนึ่ง การเข้าทำรายการดังกล่าวข้างต้นมีผลทำให้เศรษฐีสุพรรณมีสถานะเป็นบริษัทย่อยของบริษัท และ (ข) ดำเนินการเพิ่มทุนจดทะเบียนของเศรษฐีสุพรรณ อีกเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้นประมาณ 153.6 ล้านบาท เพื่อให้เศรษฐีสุพรรณใช้คืนเงินกู้ยืม ซื้อที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงไฟฟ้าจากกลุ่มผู้ขายหุ้นเศรษฐีสุพรรณ เพื่อปรับปรุงสินทรัพย์ และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนต่อไปในอนาคต ทั้งนี้ มูลค่าเงินลงทุนในข้อ (ก) และ (ข) ข้างต้นอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ แต่อย่างไรก็ตาม มูลค่าเงินลงทุนรวมทั้งโครงการจะไม่เกิน 197 ล้านบาทสำหรับใบอนุญาตเพียง 2 ใบ ทำให้การแข่งขันมีความรุนแรงและราคาประมูลรวมถูกดันให้สูงกว่าราคาตั้งต้นกว่า 154% และสูงกว่ามูลค่าประเมินคลื่นความถี่ โดยใบอนุญาตแรกคิดเป็น 200% ของมูลค่าคลื่น และใบอนุญาตที่สองคิดเป็น 206% ของมูลค่าคลื่นนอกจากนี้ ในไตรมาส 3/58 บริษัทได้รับการคัดเลือกเป็นบริษัทจดทะเบียนในหุ้นยั่งยืน (Thailand Sustainability Investment) ในงาน SET SUSTAINABILITY AWARDS 2015 จากการดำเนินธุรกิจที่มีความโดดเด่น ด้านการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG ; Environment Social Governance ) และบริษัทฯได้รับการประเมินด้านการกำกับดูแลกิจการ (Corporate Governance) ในระดับ 3 ดาวและมีคะแนนการประเมินอยู่ในระดับ Top Quartile ของบริษัทที่มีมูลค่าตลาดต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท อีกด้วยสำหรับการนำบริษัทบ่อพลอย โซล่าร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ นั้น คาดว่าจะยื่นไฟลิ่งในเดือน พ.ค.59 และคาดว่าจะสามารถเข้าเทรดได้ในช่วงปลายปี 59 มองสัปดาห์หน้าตลาดยังค่อนข้างผันผวนตามประเด็นการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด ขณะจะมีการประมูลรถไฟรางคู่ฉะเชิงเทรา-แก่งคอย ในวันที่ 19 พ.ย. นี้ SUPER อ่วมไตรมาส3/58 ขาดทุนเพิ่มเป็น127.97 ลบ.,ฟรี เครดิต mafia88 manage1️⃣M98?โดย SET ล่าสุด 10.01 น. อยู่ที่ 1,371.37 จุด ลดลง 11.09 จุด หรือ 0.80% มูลค่าซื้อขาย 2.37 พันล้านบาท GL เดินเข้า Cash Balance ระดับ 1 เริ่ม 16 พ.ย.นี้ สำหรับผลการดำเนินในไตรมาส 3 ที่มีผลขาดทุนเพิ่มขึ้น โดยปัจจัยสำคัญของผลขาดทุนในไตรมาสนี้มาจากการลดลงของรายได้ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกลุ่มลูกค้าหลักของกลุ่มบริษัทในการยกเลิก หรือเลื่อนเวลาในการทำแผนงานออกไป สืบเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา ในทางกลับกันต้นทุนส่วนใหญ่ของกลุ่มบริษัทเป็นต้นทุนคงที่ โดยส่วนมากมาจากเงินเดือนพนักงาน รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับพนักงาน ด้วยเหตุนี้ส่งผลให้รายได้ค่านายหน้า และค่าบริการในไตรมาสที่ 3 ลดลง ในขณะเดียวกันต้นทุนบริการเพิ่มขึ้นSET : ขอแค่รักษาฐานบริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBGรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/58 สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.58 (รวมบริษัทย่อย) มีกำไรสุทธิ 299.69 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.30 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 24% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 241.69 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.29 บาทต่อหุ้นขณะที่ผลการดำเนินงานช่วง 9 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 80.54 ล้านบาท หรือ 0.09 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 59.86 ล้านบาท หรือ0.09 บาทต่อหุ้นแนวรับ : 4.16 +/-?ทั้งนี้ผลการดำเนินงานดังกล่าวที่ขาดทุนเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุนบริการของสามไตรมาสปี 2558 อยู่ในอัตราร้อยละ 67.0 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2557 ซึ่งมีอัตราร้อยละ 63.2 เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาร้อยละ6.0 เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนด้านขนส่งซึ่งบริษัทฯยังไม่สามารถปรับขึ้นราคาลูกค้าได้และต้นทุนทั้งนี้ เพื่อรองรับแผนการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อขาย ซึ่งตั้งอยู่ภายในรัศมี 500 เมตร จากสถานีรถไฟฟ้า ทั้งสถานีที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน และสถานีตามเส้นทางต่างๆในอนาคต ภายใต้สัญญาข้อตกลงกรอบความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างสองบริษัทจนเมื่อสักระยะเวลาที่ผ่านมา แนวทางการบริหารงานจากผู้ก่อตั้งจาก 3 บริษัทมีเป้าหมายและความคิดเห็นที่แตกต่างกัน โดย ไท เอนเตอร์เทนเม้นท์ ต้องการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อเพิ่มเงินทุนในการพัฒนาโปรเจ็คต์ให้ใหญ่และหลากหลายมากขึ้น ขณะที่ หับ โห้ หิ้น บางกอก เห็นว่าบริษัทยังไม่มีความพร้อมที่จะเข้าตลาดฯในช่วง 1-3 ปีนี้ เนื่องจากปัจจุบันยังคงเน้นการผลิตผลงานที่สร้างสรรค์ มีคุณภาพ และใส่ใจทุกขั้นตอนในการทำงาน การเข้าตลาดฯตอนนี้อาจทำให้เกิดภาวะกดดันที่ลดทอนความคิดสร้างสรรค์และคุณภาพของผลงาน บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือBMCL รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/58 สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.58 (รวมบริษัทย่อย) มีผลขาดทุนสุทธิ 148.18 ล้านบาท หรือขาดทุนสุทธิ 0.01 บาทต่อหุ้น ขาดทุนลดลง 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีผลขาดทุนสุทธิ 159.43 ล้านบาท หรือขาดทุนสุทธิ 0.01 บาทต่อหุ้น WHABT เปิดเทรดวันแรกที่ 10.10 บาท สูงกว่าราคาขาย IPO 1%DTAC มูลค่าการซื้อขาย 1,310.03 ล้านบาท ปิดที่ 51.75 บาท ลดลง 4.25 บาทส่วนทางด้านแรงซื้อขายสุทธิใน DW28 นักลงทุนซื้อสุทธิ Call DW ในหุ้นไอซีทีหนาแน่น นำโดย TRUE28C1601A ADVA28C1602A และ JAS28C1602B รวม 18.3 ล้านหน่วย ขณะที่มีแรงขายใน DW หลายกลุ่ม ได้แก่ WHA28C1602A 4.4 ล้านหน่วย ADVA28C1603A 3.7 ล้านหน่วย และ PTTG28C1602A 2.5 ล้านหน่วย ตามลำดับ。

Will 2019 see an increased chance for military confrontation in Asia?

Flashpoints and Arms Races to Watch in 2019

In this Friday, April 13, 2018, file photo released by Military News Agency, Taiwan’s President Tsai Ing-wen, second from left, inspects on a Kidd-class destroyer during a navy exercise off the northeastern port of Su’ao in Yilan County, Taiwan. Tsai boarded a navy destroyer to review military drills ahead of planned war games by rival China.

Credit: Military News Agency via AP, File

The 2019 security outlook for Asia, as in past years, is dominated by a number of regional flashpoints that include the Korean Peninsula, the South and East China Seas, as well as the Taiwan Strait, all of which have the potential to trigger a military confrontation. Nonetheless, there appears to be a reduced risk for open military clashes in all of the four cases in the next 12 months.

Simultaneously, 2019 will likely see an intensification of the war in Afghanistan, amid ongoing peace negotiations?and?the suggested withdrawal of 7,000 U.S. troops from the country;?the presidential election scheduled for the spring?may be postponed. Other areas our readers should watch include:?a possible uptick in violence in Jammu and Kashmir as a result of the 2019 Indian general elections (especially in combination with large-scale, ostensibly Pakistani-sponsored terror attacks, which might compel Indian Prime Minister Narendra Modi to retaliate more forcefully in 2019 than in a non-election year), the usual chance of South Asian border disputes getting out of control, ?and increased naval competition between India, China, and Pakistan in the Indian Ocean. Naval competition is especially noteworthy as all three states are in the process of fielding, or already have deployed, nuclear-armed submarines.

Overall, 2019 will see a general diffusion of military capabilities in the Indo-Pacific region without any single state being capable of dominating the region militarily. While China will remain the region’s top military power, it qualitatively still cannot compete with the much smaller South Korean and Japanese militaries, let alone U.S. forces. In turn, the United States is no longer capable of militarily dominating the region as it had during the 1990s and 2000s. Consequently, an uneasy balance of power is expected to prevail in the region.

Flashpoints

First, should North Korea continue to refrain from further testing of nuclear weapons or long-range missiles, 2019 will most likely be dominated by summit diplomacy with North Korean leader Kim Jong Un possibly parlaying face-to-face with Russia’s Vladimir Putin, Japan’s Shinzo Abe, South Korea’s Moon Jae-in, and the United States’ Donald Trump.? Conversely, a major known unknown will be the reaction of the U.S. president once it will become clearer in 2019 that Pyongyang will not relinquish its nuclear deterrent.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Second, while the United States, along with its regional allies and partners, will continue to carry out freedom of navigation operations (FONOP)?challenging excessive maritime claims in the South China Sea that will draw the ire of Beijing, the Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) and China are expected to complete the first draft of a South China Sea Code of Conduct in 2019. Following a steady Chinese military buildup in the contested waters over the past years, an uneasy military stalemate will likely continue to hold throughout the next 12 months.

Third, after tensions between China and Japan in the East China Sea spiked in 2012, last year saw a number of Chinese intrusions into Japan’s contiguous marine zone. Yet, the past 14 months have nevertheless seen a marked diffusion of bilateral tensions — a trend expected to continue into 2019. Both countries will push on with the implementation of East China Sea crisis management and communication mechanisms, officially agreed to in December 2017. Chinese President Xi Jinping will also make his first official visit to Japan in June 2019.

Fourth, while China has stepped up its military pressure on Taiwan throughout 2018, including long-range bomber patrols?and naval exercises in close vicinity to the island (the People’s Liberation Army openly seeks readiness to invade Taiwan by 2020), a cold peace between Taipei and Beijing is likely to prevail throughout 2019. Nonetheless, the Taiwan Travel Act, a U.S. law enacted to revitalize reciprocal visits between the U.S. and Taiwan by high-level government officials and signed into law in 2018, as well as a $1 billion U.S. arms package for Taiwan, is bound to increase tensions throughout 2019.

The 2019 Arms Races

All Asian powers are expected to continue their military modernization programs throughout 2019 with six regional states likely making the 2019 top 10 global military spenders’ list. Here are several military hardware developments worth keeping an eye on:

First, India is expected to induct its most advanced nuclear-capable intercontinental ballistic missile (ICBM), the Agni-V,?to date in the first quarter of 2019. With its increased range and accuracy, the introduction of this new weapon system could pose a problem for long-term strategic stability in Asia. India is also expected to conduct its first real nuclear deterrence patrol in 2019. Long term strategic stability could be further undermined by Pakistani efforts to field a submarine-launched cruise missile (the Babur-3) and a medium-range ballistic missile?fitted with multiple independently targetable re-entry vehicles, or?MIRVs.

Second, China will continue to produce units composed of one of the region’s most advanced long-range air defense system, the Russian-made S-400?Triumf?(NATO reporting name: SA-21 Growler)?into service, which will significantly boost the People’s Liberation Army anti-access capabilities, especially around Taiwan. (Taipei, meanwhile, will continue its development of an indigenous submarine force ?as well as push for the sale of F-35Bs.) China’s first domestically designed and built aircraft carrier, the Type 002 (CV-17), could also enter service as early as the fourth quarter of 2019 further boosting China’s blue water navy capabilities. Notably, the next 12 months may also witness the first operational deployment of a hypersonic glide vehicle (HGV), the DF-17, with significant implications for strategic relations in Asia.

Third, Russia is back as a major military power in the Asia-Pacific. In 2019, the Russian Eastern Military District — the military arm responsible for operations across the Pacific — is expected to receive more than 6,240 pieces of new and upgraded military equipment. 2019 will likely see the delivery of the nuclear-powered ballistic missile submarine Knyaz Vladimir, the Russian Navy’s first upgraded Project 955A?Borei II-class boomer, to the Pacific Fleet. ?Russia’s Strategic Missile Forces are also slated to receive their first HGV in 2019. Additionally, the first batch of Sukhoi Su-57 fighter aircraft, Russia’s first indigenously designed and built fifth-generation stealth fighter jet, is expected to be be delivered to the Russian Air Force in late 2019. Finally, Russia is expected to commission its largest nuclear-powered icebreaker in 2019, whose primary mission will be to clear passages for ship traffic on the Northern Sea route, which runs along the Russian Arctic coast from the Kara Sea to the Bering Strait.

Fourth, the air forces of Australia, Japan, and South Korea will also continue to induct their fleets of F-35A Lightning II Joint Strike Fighters in 2019. These aircraft will primarily serve as platforms for long-range air-to-surface/air-to-air standoff missiles. The Diplomat readers should pay special attention to these weapons systems as they will be an important factor in determining the military balance in East Asia and beyond. Other noteworthy developments to keep an eye on in 2019 are bilateral drills involving Japan’s recently stood up Amphibious Rapid Deployment Brigade, South Korea’s continuous development of its?Kill-Chain pre-emptive strike capabilities, and Australia’s SEA 1000 Future Submarine Program.

Another important development to follow will be Japanese deliberations over the procurement of?vertical or short takeoffs and vertical landings F-35Bs and to convert the?Izumo-class of helicopter destroyers into full-fledged aircraft carriers to accommodate the new aircraft. Additionally, readers should pay special attention to Vietnam’s defense deals in 2019. Russia and Vietnam are in final talks over the purchase of 24 Su-35S “Flanker-E” multirole fighter jets — assumed to be delivered in two batches of 12 — with details of the contract reportedly finalized during the visit of Russian Defense Minister Sergei Shoigu to Hanoi in January 2018. Negotiations over the acquisition of two S-400?Triumf? batteries are purportedly also at an advanced stage.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

The United States is expected to maintain a similar force posture in the Asia-Pacific as in 2018 with no major changes save for the deployment of an additional three-ship amphibious ready group (ARG) into the region. Additionally, the U.S. will maintain its continuous bomber presence mission as well as its only forward-deployed? Nimitz-class supercarrier, along with no significant increase or decrease of U.S. ground forces in the Asia-Pacific region. Notably, however, the U.S. could quietly begin negotiating with Japan and South Korea over the deployment of future U.S. ground-launched ballistic and cruise missiles on their territories following the termination of the INF treaty, which could make 2019 a particular eventful year for nuclear diplomacy in Asia. 2019 will also likely see the first deployment since 2017 of a Littoral Combat Ship to the region.

While next year will not see a Rim of the Pacific Exercise (RIMPAC), and scaled down Foal Eagle and Key Resolve exercises, The Diplomat readers should follow the first ever tri-services joint exercises between India and the United States in 2019, the first ASEAN-U.S. Maritime Exercise, ?as well as the annual iterations of the Russia-China “Peace Mission” and “Joint Sea” military drills. Interestingly, the 23rd rendition of the Malabar naval exercise, involving aircraft and ships from Indian Navy, the U.S. Navy, and the Japan Maritime Self Defense Force, is expected to take place in Japanese waters for the first time in 2019.

Outlook

Notably, the absence of a single dominating regional military power in combination with the proliferation of advanced military capabilities in the Asia-Pacific region increases the chances of miscalculation when it comes to assessing the costs and benefits of limited war. The Asia-Pacific region will remain the most militarized region in the world in 2019. The three largest defense budgets in the world are in countries with significant military assets in the region:?the United States, China, and Russia.

This should not distract from the optimistic outlook that 2019 will likely see a reduced risk for military confrontation. The Diplomat readers should, however, keep in mind: Despite our best efforts, the next major military confrontation in the Asia-Pacific, like most military conflicts, will almost certainly come as an apparent surprise and when least expected.

Franz-Stefan Gady is a Senior Editor with the The Diplomat and Senior Fellow with the East West Institute. He tweets @hoanssolo.?