The Debate

gclub royal 456: The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay

เวฟ เล่น เกม ได้ เงิน1️⃣M98,ขณะที่วันนี้ACAP ระบุว่า ตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ขอความร่วมมือให้แจงเรื่อง รายการซื้อขายหุ้นสามัญของบริษัทผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้นบริษัท บ้านร็อคการ์เด้น จำกัด (มหาชน) หรือ BROCKณ เวลา 10.22น. ราคาอยู่ที่ 2.82 บาท บวก 0.22 บาท หรือ 8.46% สูงสุดที่ 2.84 บาท ต่ำสุดที่ 2.62 บาท มูลค่าซื้อขายที่ 27.19 ล้านบาท ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยโดยรวมบวก 0.10%สำหรับสินค้าที่จะปรับลดราคาลงมาเบื้องต้นมีเกือบทุกกลุ่มสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่ได้รับผลบวกจากต้นทุนขนส่งที่ลดลงจากราคาน้ำมัน เช่น ปูนซีเมนต์ วัสดุก่อสร้าง เหล็ก รวมถึงสินค้าที่มีต้นทุนลดลง เช่น น้ำมันพืช อาหารกระป๋อง เป็นต้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ยูโรสแตทได้ปรับเพิ่มตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจของยูโรโซนในช่วงครึ่งปีแรก โดยปรับเพิ่มขึ้นอีก 0.1% สำหรับไตรมาส 1 และไตรมาส 2 สู่ระดับ 0.5% และ 0.4% ตามลำดับ ภายหลังยอดส่งออกปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยชดเชยการชะลอตัวของภาคครัวเรือนและการลงทุนที่ชะลอตัวลง, ตลาดหุ้นเอเชียอ่อนตัวลงภาคบ่ายวันนี้ หลัง BOJ คงวงเงินซื้อสินทรัพย์ขณะที่นักลงทุนจับตาดูการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ในวันที่ 16-17 ก.ย.นี้อย่างใกล้ชิด ขณะที่มีการคาดการณ์ว่า ข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอล่าสุดของสหรัฐนั้น อาจทำให้เฟดใช้เป็นเหตุผลที่จะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16-17 ก.ย.นี้ โดยข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าวนั้น รวมถึง การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนส.ค.ของสหรัฐปรับตัวลง 0.4% ซึ่งย่ำแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลงเพียง 0.2% อันเป็นผลมาจากผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจต่างประเทศที่ซบเซา และตลาดการเงินที่ผันผวนจาก Bloomberg consensus บรรดานักวิเคราะห์ได้คาดว่าปีนี้ AAV จะมีกำไรเติบโตที่ระดับสูงถึง 878% จากฐานที่ต่ำในปีก่อน และคาดว่าจะโตอีก 17% ในปี 59 อนึ่งในปีนี้ คาดว่า AAV จะมีการจ่ายเงินปันผลเป็นปีแรกโดยมี Dividend Yield อยู่ที่ระดับ 2.2% นอกจากนี้ AAV กำลังขยายกิจการโดยเตรียมเปิดเส้นทางบินใหม่ไปยังอินเดีย และจะทำให้สนามบินอู่ตะเภาเป็น hub ใหม่ของสายการบินอีกด้วย พร้อมเตรียมรับเครื่องบินเพิ่มอีก นอกจากนี้ AAV ยังได้รับผลกระทบเชิงบวก จากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้ต้นทุนด้านเชื้อเพลิงต่ำลงด้วยแนวรับ : 4.88 +/-60 Min: MACD ปรับตัวลดลงต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยลงไปในแดนลบ เครื่องมือทางเทคนิคชี้วัดแนวโน้มลงเคลื่อนไหวเหนือแนวโน้มขึ้น RSI ปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับ 30,หุ้นกลุ่มพลังงานดีดตัวขึ้น นำโดยหุ้นเชฟรอน คอร์ป ปรับตัวขึ้น 1.9%,หุ้นกลุ่มรถยนต์ได้รับแรงซื้อส่งเข้าหนุนเช่นกัน โดยหุ้นฟอร์ด มอเตอร์ พุ่งขึ้น 1.3% หุ้นเจนเนอรัล มอเตอร์ ปรับขึ้น 1.4% หุ้นเฟียต ไครสเลอร์ ออโตโมบิลส์ พุ่งขึ้น 3.3%,หุ้นกลุ่มการเงินดีดตัวขึ้น โดยหุ้นมอร์แกน สแตนลีย์ และหุ้นแบงก์ ออฟ อเมริกา ปรับตัวขึ้นอย่างน้อย 2.1% ส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นเช่นกัน นำโดยหุ้นไมโครซอฟท์ ดีดตัวขึ้น 2% และหุ้นกูเกิล พุ่งขึ้น 2.1%สำหรับคดีการโอนหุ้นมีความคืบหน้าไปกว่า 90% หลังจากได้ข้อมูลสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในประเด็นที่พนักงานสอบสวนยังติดใจสงสัยนั้น คาดว่าภายในวันที่ 17 ก.ย.นี้จะมีการเรียกประชุมพนักงานสอบสวนอีกครั้งเพื่อสรุปคดีในส่วนนี้ ส่วนการออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องในคดีเพิ่มเติม ต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานอย่างละเอียดก่อนดำเนินการIMPACT (+) ADVANC SCB AOT BANPU IVL PTTGC INTUCH KTB SCCC MAKRO TSTH GLOBAL BJC CPFSET ผันผวน ก่อนการประชุม FOMC .มองโอกาส ซื้อ ที่แนวรับ 1,360 จุด ,ราคาหุ้น บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TSTH ปิดตลาดวันนี้อยู่ที่ 0.74 บาท บวก 0.06 บาท หรือ 8.82% มูลค่าการซื้อขาย 180.20 ล้านบาท รับข่าวดีมาตรการ Anti-dumpingSTOP LOSS ถ้าราคาหุ้นปิดต่ำกว่า 65.00 ลงไปเวฟ เล่น เกม ได้ เงิน1️⃣M98,(+/-) ราคาน้ำมันโลก หากอ่อนตัวลงต่อ จะกดดันหุ้นในกลุ่มพลังงานและตลาดหุ้นไทยให้ปรับถอยลงต่อBOJ คงนโยบายการเงิน พร้อมปรับลดแนวโน้มส่งออก-การผลิต ที่ประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติคงนโยบายการเงิน พร้อมเตือนการส่งออกและการผลิตของญี่ปุ่นก าลังได้รับผลกระทบจากภาวะอุปสงค์ชะลอตัวในตลาดเกิดใหม่ โดย BOJ ได้ปรับลดการประเมินการส่งออกและผลผลิตภาคอุตสาหกรรม จากการส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรมทรงตัว ขณะที่ BOJ ยืนยันจะเพิ่มฐานเงินหรือเงินสดและเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ฝากไว้กับ BOJ ในอัตรา 80 ล้านล้านเยน/ปี(664 ล้านดอลลาร์) ผ่านการซื้อพันธบัตรรัฐบาลและสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดไว้แมคควอรี DW28 กล่าว่า เช้าวันนี้ หุ้นพลังงานปรับตัวลดลงต่อเนื่อง ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงแรง ขณะที่การซื้อขาย DW ในช่วงเช้าวันนี้ นักลงทุนให้ความสนใจ DW บนหุ้นเทคโนโลยี เช่น JAS28C1607A ADVA28C1603A เป็นต้น ขณะที่การเคลื่อนไหวในกรอบจำกัดของดัชนีหลักทรัพย์ ยังส่งผลให้นักลงทุนให้ความสนใจ SET50 DW ทั้ง Call และ Put เช่น S5028C1510A S5028P1509C ตามลำดับ ขณะเดียวกันบริษัทก็พยายามขยายตลาดส่งออกด้วย โดยอยู่ระหว่างกำลังพิจารณาที่จะส่งออกไปนิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย เพิ่มเติม จากปัจจุบันตลาดส่งออก ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า อินโดนีเซีย อินเดีย ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล ปัตตานี กรีน (PTG) กำลังการผลิตเสนอขาย 42 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น 2 เฟส เฟสละ 21 เมกะวัตต์ ซึ่งในเฟสแรก ได้รับใบตอบรับซื้อไฟฟ้าจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เรียบร้อยแล้ว ส่วนเฟส 2 กำลังอยู่ระหว่างการขอใบอนุญาตโดยปัจจุบันบริษัทมีโครงการโรงไฟฟ้าที่จำหน่ายกระแสไฟฟ้าได้แล้ว 1 โครงการ คือ โรงไฟฟ้า ช้างแรก ไบโอเพาเวอร์ (CRB) กำลังการผลิตเสนอขายจำนวน 9.2 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ยังมีอีก 5 โครงการ ได้แก่ โรงไฟฟ้าชีวมวลแม่วงศ์ เอ็นเนอยี่ (MWE) ,โรงไฟฟ้าชีวมวลมหาชัย กรีน เพาเวอร์ (MGP),โรงไฟฟ้าชีวมวลทุ่งสัง กรีน (TSG),โรงไฟฟ้าชีวมวลพัทลุง กรีน เพาเวอร์ (PGP) และโรงไฟฟ้าชีวมวลสตูล กรีน เพาเวอร์ (SGP) ที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ทำให้มีกำลังการผลิตเสนอขายรวมเพิ่มขึ้นอีก 43.6 เมกะวัตต์ และรายได้จากทั้ง 5 โครงการ ยังได้รับการสนับสนุนราคารับซื้อค่าไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคแบบ FiT ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากการลดลงจากอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (Ft)โดยบริษัทจะลงทุนซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ WCIH ซึ่งได้รับการจัดสรรในราคาหุ้นละ 50 บาทและจะใช้สิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนเกินสิทธิที่ได้รับการจัดสรรตามกฎหมายกรณีผู้ถือหุ้นรายอื่นสละสิทธิ์การจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนซึ่งหากบริษัทได้สิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนซึ่งเป็นหุ้นออกใหม่ของ WCIH ทั้งหมดบริษัทจะเข้าลงทุนซื้อหุ้นเพิ่มทุนทั้งหมดจำนวน 16 ล้านหุ้นในราคาหุ้นละ 50 บาทมูลค่ารวม 800 ล้านบาท。

สรุปหุ้น 10 อันดับแรกที่กดดัชนีวันนี้ (15 ก.ย.) “เอสซีไอ อีเลคตริค” โรดโชว์ฮ่องกง-สิงคโปร์ ก่อนขาย IPO คาดเข้าเทรด SET ปีนี้ ,สำหรับการนำเข้าสินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนไม่เจือที่มีหน้ากว้างมากมากกว่า 1,550 มิลลิเมตร เพื่อนำไปใช้ผลิตท่อตะเข็บเกลียว (Spiral Pipe) ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 914 มิลลิเมตร (อัพเดท) AJD คาดสรุปดีล “อาลีบาบา กรุ๊ป โฮลดิ้ง” ใน 1-2 เดือนนี้นอกจากนี้ ในสัปดาห์นี้ จะมีการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของยูโรโซน การประชุมธนาคารกลางสวิสเซอร์แลนด์ และการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งคาดว่า BOJ น่าจะรอผลของการประชุมเฟดในครั้งนี้ ด้านไทยเองจะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันพุธ คาดว่าน่าจะคงอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากช่วงนี้นโยบายทางการเงินจะมีผลค่อนข้างน้อย ประเทศไทยจะใช้นโยบายทางการคลังซึ่งจะมีผลต่อเศรษฐกิจโดยตรงมากและเร็วกว่าในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตามที่ ครม. ใหม่ได้เสนอมาตรการไปแล้ว ซึ่งจะต้องติดตามผลกันต่อไป?อย่างไรก็ตาม วันนี้เงินบาทได้แข็งค่าขึ้นไปได้ในระดับใกล้ 36 บาท/ดอลลาร์ ทำให้ไม่น่ากังวลว่าตลาดฯจะปรับตัวลงแรง เนื่องจากยังมีความคาดหวังว่าเม็ดเงินของนักลงทุนต่างชาติมีโอกาสที่จะกลับเข้ามาลงทุนหากเงินบาทเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น BANPU บวก 5.37% คาดเก็งงบไตรมาส 3 พุ่งทะลัก 2,000 ลบ.ทำนิวไฮของปีสัญญาน้ำมันดิบดีดตัวขึ้น เนื่องจากนักลงทุนเข้ามาช้อนซื้อเก็งกำไรหลังจากที่สัญญาได้ร่วงลงติดต่อกัน 2 วันทำการก่อนหน้านี้ อันเป็นผลมาจากการที่โกลด์แมน แซคส์ คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดสหรัฐจะอยู่ที่ 48.10 ดอลลาร์/บาร์เรลในปีนี้ ลดลงจากคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ 52 ดอลลาร์ นอกจากนั้นยังได้ปรับลดคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดสหรัฐในปีหน้าสู่ระดับ 45 ดอลลาร์/บาร์เรล จากคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ 57 ดอลลาร์ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดร่วงลง 70.99 จุด หรือ 2.28% แตะที่ 3,043.81 จุดในวันนี้ ซึ่งเป็นการปรับตัวลงต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้ หลังจากทางการจีนเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่ผันผวน,ส่วนแผนงานเบื้องต้นในปี 59 บริษัทจะเปิดตัวโครงการหรูแนวราบ 2 โครงการใน กทม.มูลค่ารวม 2.8 พันล้านบาท ขณะที่เตรียมตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์(REIT) ศรีพันวาเฟส 2 ขนาดราว 1.55 พันล้านบาท และจะเข้ารับงานบริหารโรงแรมและที่อยู่อาศัยในเมืองไห่หนานของจีนซึ่งมีขนาดโครงการกว่าหมื่นล้านบาท,สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนเผยยอดค้าปลีกเดือนส.ค.ขยายตัว 10.8% เมื่อเทียบเป็นรายปี แตะ 2.49 ล้านล้านหยวน หรือ 3.90 แสนล้านดออลลาร์ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากระดับ 10.5% ในเดือนก.ค. ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายพิเศษในการประชุมวันนี้ ขณะที่ปรับลดการประเมินเกี่ยวกับเศรษฐกิจต่างประเทศ ท่ามกลางภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ด้าน นายวิชัย วชิรพงษ์ ซึ่งเป็นหนึ่งผู้แสดงเจตจำนงซื้อหุ้นเพิ่มทุน PP จำนวน 200 ล้านหุ้น เปิดเผยว่า การตัดสินใจเข้าลงทุนในหุ้น AJD เพราะเห็นว่าผู้บริหารดี เป็นมืออาชีพเต็ม 100% ไม่มีนอกมีใน ตั้งใจทำธุรกิจ สำหรับการตั้งเป้าหมายจำนวนคตู้เติมเงินออนไลน์ปีนี้ 2 หมื่นเครื่องน่าจะทำได้ไม่ยาก เพราะ มีโรงงานผลิตเอง และได้เปรียบคู่แข่งเนื่องจากทีมงานมีประสบการณ์สูงมากCPALL(BUY:[email protected]) : พื้นฐานธุรกิจแข็งแกร่งสามารถเติบโตสวนทางภาวะศก.ที่อ่อนแอ จากทั้งยอดขายขายสาขาเดิมและการมีแผนขยายสาขาเชิงรุกต่อเนื่อง อีกทั้งช่วง 2H58 คาดกำไรเติบโต YoY จากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวและเข้า High Season หนุนปี 58 คาดกำไรโต 30%YoY และโตต่อ 26%YoY ในปี 59 + มี Upside 6% จึงคงแนะนำ ซื้อ รองปลัดก.พลังงาน คาดราคาขายปลีกน้ำมันอยู่ในระดับทรงตัว-มีโอกาสปรับลดจนถึง Q4ทั้งนี้ SCI มีแผนเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน IPO จำนวน 187.50 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท หรือคิดเป็น 25% ของทุนจดทะเบียนของบริษัทภายหลัง IPO โดยคาดว่าจะเสนอขายหุ้น IPO และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในปี 2558จากกราฟ CEI ราย 60 นาทีเห็นการเริ่มโค้งตัวของกราฟในรูปแบบ U-curve โดย MACD กำลงจะสร้างสัญญาณซื้อระยะสั้น โดยมีแนวต้านของการปรับขึ้นที่ 1.22 บาท หากผ่านไปได้มีโอกาสจะขึ้นแรง แนะนำเก็งกำไร , ACAP ร่วงเฉียด 4% หลังเข้าเกณฑ์มาตรการสกัดหุ้นร้อนวันนี้ขณะที่ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลง กดดันราคาหุ้นพลังงานให้ปรับตัวลงต่อเนื่อง เช่น PTT ปิดตลาด -2.0% และ PTTEP ปิดตลาด -2.3% โดยการปรับตัวลงของหุ้นอ้างอิง ส่งผลให้ Call DW ปรับตัวลงตาม เช่น PTT28C1607A -5.6% และ PTTE28C1512B -17.6% ขณะที่ Put DW ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ตัวอย่างเช่น PTT28P1602A +6.5% ด้านสินเชื่อบริโภค (สินเชื่อบุคคล) ปีนี้ตั้งเป้าเติบโต 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งช่วงท้ายปีจะมีแคมเปญออกมากระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยออกมา แต่อย่างไรก็ตาม ก็ต้องติดตามมาตรการภาครัฐด้วยว่าจะมีการกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงท้ายปีเพิ่มเติมอีกหรือไม่CHOW ซื้อเก็งกำไรอากุสติน คาร์สเตนส์ ผู้ว่าการธนาคารกลางเม็กซิโกกล่าวว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดถือเป็นการส่งสัญญาณในด้านบวกว่าเศรษฐกิจมีความแข็งแกร่ง แม้ว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะกดดันให้เม็กซิโกต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามภายในระยะเวลาไม่กี่วันหลังจากนั้นก็ตาม。

Three recent papers attempt to look at the next stage of the world’s most important relationship.

The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay
Credit: The White House

The Asia security field is a crowded one these days, and that is a good thing. The region is confronting a number of destabilizing threats: disputes over islands in the South and East China Seas, weak governance in several Southeast Asian nations, and continuing?uncertainty over North Korea’s intentions and capabilities, among others. All are long-term, ongoing challenges, and the more ideas that get out there about how to manage these issues, the better.

No issue gets as much attention, however, as the U.S.-China relationship and what it means for regional security. For most, it boils down to whether the era of U.S. primacy is over. If it is, what should the next stage look like and how does China fit in? If not, how does the United States preserve its role as the fundamental security guarantor in the region and how does China fit in?

Three recent, thoughtful reports/papers attempt to address this question: the first, “Revising U.S. Grand Strategy Toward China”?by my CFR colleague Robert Blackwill and Carnegie Endowment scholar Ashley Tellis; the second, “The Future of U.S.-China Relations Under Xi Jinping: Toward a New Framework of Constructive Realism for a Common Purpose”?(pdf)?by former Australian Prime Minister Kevin Rudd; and the third, “Beyond American Predominance in the Western Pacific: The Need for a Stable U.S.-China Balance of Power”?by Carnegie Endowment scholar Michael Swaine. Each adopts a different approach and arrives at different conclusions, although the Rudd and Swaine analyses are largely compatible. Blackwill and Tellis explicitly seek to develop a roadmap for continued U.S. primacy in the Asia Pacific. Rudd and Swaine, in contrast, argue that such an effort is unrealistic, even harmful, given the realities of U.S. commitments and domestic politics, as well as China’s intentions and growing capabilities. Both Rudd and Swaine seek to have the United States and China sacrifice near-term interests for a longer-term greater good. However, Rudd places a much greater burden of compromise on the United States, while Swaine is more even-handed in his call for accommodation by both sides.

I was most eager to read the Rudd report. I have heard the former prime minister speak on a number of occasions and have always been impressed by his insights. In his report, Rudd assumes the role of peacemaker—trying to bridge the gap between the “private or semi-private narratives each side [the United States and China] may have about the other.” Although ostensibly designed to speak equally to Chinese and U.S. policymakers, the report is, for the most part, designed for a U.S. audience—explaining China and the Chinese perspective to Americans and offering recommendations for Washington.

Rudd’s argument is premised on his belief that Chinese President Xi Jinping is someone with whom the United States can work, that he is prepared to take calculated risks, and that there is now a window in China for Washington and Beijing to strike a grand bargain. According to Rudd, it is up to the United States to use this space as creatively as possible, while it lasts. While this is an appealing narrative, the report does not make?clear why Rudd believes this. Rudd also leaves the reader hanging when he asserts that China will become a more active participant in the reform of the global rules-based order and that it will bring a “new, forthright Chinese voice in the world.” It would have been helpful had the prime minister explained whether this voice will mean more Air Defense Identification Zones or more Asian Infrastructure Investment Banks or both. The implications for the region are vastly different.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

There are also some off-putting notes. Rudd begins by announcing that the Chinese economy will continue to thrive, noting: “Sorry, but on balance, the Chinese economic model is probably sustainable.” It is an awkward pronouncement that assumes that Americans want the Chinese economy to fail—something very few Americans, in fact, desire. (What Americans do want is a thriving Chinese economy that offers a fair and open trade and investment environment.)

While bold and fun to read, Rudd’s analysis of Xi’s presidency and the potential for significant new cooperation with the United States—should only the United States?seize the moment—ultimately falls short because it is difficult to find the evidence to support it. Xi may well have the political capital to strike a grand bargain, but Rudd’s faith in him notwithstanding, it remains unclear that he wants one.

The lack of demonstrable Chinese interest in a more accommodating regional security posture makes me initially sympathetic to the dominant theme of the Blackwill and Tellis report. As Blackwill and Tellis note, the current Chinese leadership has offered little indication—either in words or action—that it does not have as its endgame supplanting the United States as the regional hegemon. However, the report adopts such an uncompromising stance on any potential for the United States and China to find common ground that it loses me along the way. There is a built-in assumption that China necessarily wants to supplant the United States—not simply this regime at this moment in time. Such a deterministic understanding of Chinese politics and interests ignores ongoing debates within the country and the potential for new understandings to emerge

The recommendations (as in the Rudd report) run several pages, and for the most part, they represent a coherent strategy for the United States. Blackwill and Tellis have flipped the current hedging strategy from its emphasis on engagement with limited containment to containment with limited engagement. Much paper is devoted to strengthening military and economic ties with our allies. Still, it is difficult to understand, at times, how the containment and engagement will all work together—for example, “agreeing on enhanced security confidence-building measures between the two sides” while the United States establishes a new technology-control regime and levies an across-the-board tariff on Chinese economic goods in response to Beijing’s cyberattacks. Whatever its weaknesses, however, the report raises appropriate alarm bells concerning the challenge that many current Chinese economic and security behaviors pose for U.S. interests and the necessity of addressing them directly.

Ultimately, I thought the quietest piece—the one released with the least fanfare—was the most thought-provoking and compelling. Swaine offers a reasonably even-handed assessment of both the U.S. and PRC perspectives and tackles head on the problem that Beijing and Washington have concerning “clashing assumptions and beliefs about the requirements for continued order and prosperity in Asia.” He also identifies several very specific areas for potential cooperation, including the Korean Peninsula, Taiwan, and the management of maritime territorial disputes, and then proceeds to lay out how actual progress might be realized through various trade-offs. For example, he suggests that the United States halt arms sales to Taiwan in return for credible assurances by Beijing that it will not use force against Taiwan (except in the case of a dejure declaration of independence) and acceptance that unification would be peaceful and must involve the consent of people of Taiwan. One can agree or not with all of Swaine’s analysis or prescriptions, but in a much shorter piece, he takes the reader deeper and farther into understanding the challenges at hand and the potential roadmap for resolution.

Elizabeth C. Economy is?C.V. Starr Senior Fellow and Director for Asia Studies at the Council on Foreign Relations. She is an expert on Chinese domestic and foreign policy and U.S.-China relations and author of the award-winning book,?The River Runs Black: The Environmental Challenge to China’s Future.?This post appears courtesy of?CFR.org?and?Forbes?Asia.