Pacific Money

i99win jojo: China Powers “Two World” Economy

five nights at freddy's free play,4.26 4.38สรุปหุ้น10อันดับแรกที่มีผลกดดัชนีเช้านี้ (26พ.ย.)BMCL (รับ 2.02 ต้าน 2.20 cut 1.97)Technical SET range: 1,350-1,378, SET ปิดลบ 3 จุด JAS ซื้อ-ขายสูงสุด 1.59 พันลบ.Most Positive Impact: PTT (+1.50 จุด) BBL (+0.70 จุด) PTTEP (+0.42 จุด)แนวทดสอบของ SET Index จะอยู่ในกรอบ 1,370-1,395 จุด หากหลุดลงต่ำกว่า 1,370 จุดคาดว่าดัชนีจะลงต่อจนทดสอบ 1,361 จุดส่วนสต็อกน้ำมันกลั่น ซึ่งรวมถึงฮีตติ้งออยล์และน้ำมันดีเซล เพิ่มขึ้น 1 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 141.4 ล้านบาร์เรล เทียบกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง 500,000 บาร์เรล สำหรับอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันเพิ่มขึ้น 1.7% สู่ระดับ 92.0% สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่เพิ่มขึ้น 0.6%ทั้งนี้ ความวิตกกังวลเกี่ยวกับตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดี หลังจากมีรายงานว่า รัสเซียเตรียมให้ความร่วมมือในการโจมตีกลุ่มรัฐอิสลาม (IS) ภายใต้กลุ่มพันธมิตรสหรัฐ ฝรั่งเศส และชาติอื่นๆ ซึ่งรวมถึงตุรกี คณะกรรมการกำหนดนโยบายของธนาคารกลางบราซิล มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 14.25% ในการประชุมวันนี้ โดยธนาคารกลางได้คงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับดังกล่าวในการประชุม 3 ครั้งติดต่อกัน นับตั้งแต่สิ้นเดือน มิ.ย.เป็นต้นมา ,ตัวเลข GDP ล่าสุดได้รับแรงหนุนจากการบริโภคในภาคเอกชนที่แข็งแกร่งและการใช้จ่ายของภาครัฐบาลที่เพิ่มขึ้น โดยแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจฟิลิปปินส์ปรับตัวโดดเด่นมากกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ฮั่งเส็งปิดลบ 89.63 จุด ต่อเนื่องจากช่วงเช้านอกจากนี้ในปี 59 บริษัทยังมีแผนออกหุ้นกู้มูลค่ารวมราว 2 พันล้านบาท อายุ 2-3 ปี โดยจะแบ่งออกเป็น 3 ชุด โดยจะออกในช่วงต้นปี กลางปี และปลายปี เพื่อนำเงินที่ได้มาใช้ในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต แนวต้าน 11.60-11.80 // 12.50 บาทอนึ่ง เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์ เป็น ศูนย์การค้าลำดับที่ 29 ของซีพีเอ็น มูลค่าการลงทุนรวม 6,000 ล้านบาท บนพื้นที่ 51 ไร่พื้นที่โครงการกว่า 160,000 ตร.ม. ตั้งอยู่ในย่านประดิษฐ์มนูธรรม หรือ เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทราซึ่งเป็นทำเลที่มีศักยภาพการเติบโตสูงตอบสนองการขยายตัวของกรุงเทพฯฝั่งตะวันออก ทั้งผู้อยู่อาศัยที่มีกำลังซื้อสูงในย่านวัชรพลและใกล้เคียง รวมถึงผู้อยู่อาศัยจากถนนสุขุมวิท เอกมัยและทองหล่อ และในอนาคตจะมีโมโนเรลสายสีเทา (วัชรพล พระราม 9) ซึ่งมีสถานีตั้งอยู่หน้าโครงการ และ สายสีเหลือง(ลาดพร้าว-บางกะปิ-สำโรง) ในละแวกใกล้เคียงคำค้นTDEX บริษัท บูรพาทัศน์ (1999) จำกัด48/5-6 ชั้น 2 ซ.รุ่งเรือง ถนน รัชดาภิเษก แขวง สามเสนนอก เขต ห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10320ดัชนี 1,385.48 จุด เปลี่ยนแปลง +0.56 จุดfive nights at freddy's free play,ในทางกลยุทธ์ เรายังมอง SET อยู่ในรูปแบบ Sector Rotation เหมือนเดิม โดยหุ้นที่ปรับสูงขึ้นแรงก่อนหน้านี้อย่าง AOT CENTEL MINT TOP SAWAD MTLS EPG จะมีแรงขายทำกำไรเข้ามา ขณะที่กลุ่มหุ้นที่เป็น Laggard Plays อย่างธนาคารขนาดใหญ่ KBANK SCB BBL วัสดุก่อสร้าง SCC TPIPL รวมไปถึง TISCO ที่ยังมี Valuation ถูกที่ PE ต่ำกว่า 8x และ Dividend Yield 5-6% จะยังเป็นหุ้นที่คาดว่าจะกลับมา Outperform ตลาดในช่วงนี้ด้านนายนิธิ ภัทรโชค ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ตลาดในประเทศ บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า โครงการดังกล่าวจะช่วยเสริมศักยภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มในการแข่งขันให้กับคู่ธุรกิจ ทั้งผู้แทนจำหน่าย และผู้รับเหมาโดยรวมในซัพพลายเชน ลดความเสี่ยง เสริมสภาพคล่องในการรับงานและต้นทุนทางการเงินที่ต่ำลง ส่งผลให้คู่ธุรกิจในซัพพลายเชนเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งถือเป็นโครงการที่ดีและสอดคล้องกับแผนธุรกิจที่รองรับแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐโดยปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างเจรการเพื่อเข้าซื้อกิจการ กว่า 10 ราย โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนในปี 59 อย่างน้อย 1 ราย ซึ่งการเข้าซื้อกิจการทั้งหมดมีหลายธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น โครงการอสังหาริมทรัพย์ อาคารสำนักงานให้เช่า ศูนย์การค้า และโรงแรมคุณภาพพอร์ตสินเชื่อของธนาคารด้อยลงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และสินเชื่อธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สินเชื่อด้อยคุณภาพคงค้างของธนาคารเพิ่มขึ้นจาก 5.6 พันล้านบาท ในปี 2555 เป็น 11.6 พันล้านบาท ณ สิ้นเดือนกันยายน 2558 ทั้งนี้ อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวม ณ เดือนกันยายน 2558 เท่ากับ 6.5% โดยสูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม ในขณะที่ปริมาณสำรองที่มีต่อสำรองพึงกันของธนาคาร เท่ากับ 155% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ส่วนสต็อกน้ำมันกลั่น ซึ่งรวมถึงฮีตติ้งออยล์และน้ำมันดีเซล เพิ่มขึ้น 1 ล้านบาร์เรล สู่ระดับ 141.4 ล้านบาร์เรล เทียบกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง 500,000 บาร์เรล สำหรับอัตราการใช้กำลังการกลั่นน้ำมันเพิ่มขึ้น 1.7% สู่ระดับ 92.0% สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่เพิ่มขึ้น 0.6%วิสัยทัศน์ของ Mc Group ต้องการเป็นผู้นำด้านเครื่องแต่งกาย และธุรกิจ Lifestyle ในเอเชีย และเพื่อให้เป้าหมายความสำเร็จนี้เกิดขึ้นได้ในอนาคต ซึ่งไม่เพียงแต่ขยายธุรกิจเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังขยายจุดขายไปสู่ตลาดต่างประเทศด้วย ขณะนี้ Mc Group มีอยู่ในเมียนมาร์มากกว่า 30 จุดขาย รวมทั้งมีจุดขายในเวียดนาม ลาว และล่าสุดที่กัมพูชา ซึ่งเรามองว่าประเทศในเอเชียล้วนเป็นกลุ่มเป้าหมายของ Mc Groupผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้น บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC ณ เวลา 11.14 น.อยู่ที่ 201.00 บาท ลบ4 บาท หรือ 1.95% มูลค่าการซื้อขาย 876.72 ล้านบาท 。

หุ้นกลุ่มรถยนต์พุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่ง เพราะได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินยูโร โดยหุ้นเดมเลอร์ ปรับขึ้น 3.17% ส่วนหุ้นโฟล์คสวาเกนพุ่งขึ้น 3.1% แม้ว่ามีรายงานว่า กระทรวงสิ่งแวดล้อมของเกาหลีใต้ได้สั่งให้บริษัทโฟล์กสวาเกน เอจี ดำเนินการเรียกคืนรถราว 125,522 คันในเกาหลีใต้ ซึ่งได้รับผลกระทบจากเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการโกงค่าการปล่อยมลพิษของรถยนต์โฟล์กสวาเกนส่วนกำไรสุทธิที่เติบโตในปีนี้ เป็นผลจากการรับรู้รายได้ธุรกิจโรงไฟฟ้าที่มีมาร์จิ้นสูง โดยคาดแนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 4/58 จะดีกว่าไตรมาส 3/58 เพราะในไตรมาส 3 มีการลงทุนจำนวนมาก ทั้งการลงทุนเครื่องจักร และบุคคลากร ทำให้ความสามารถในการทำกำไรลดลงกว่าที่คาดการณ์ แต่อย่างไรก็ตามด้วยผลการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้น บริษัทฯก็มีแผนที่จะจ่ายปันผล คาดว่าจะสรุปนโยบายดังกล่าวได้ในช่วงปลายปี 58 ซึ่งการจ่ายปันผลนี้จะเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี จากปัจจุบันมีกำไรสะสมอยู่ที่ 22.8 ล้านบาท อนึ่ง ในปี 2557 บริษัทฯมียอดขายการเปลี่ยนสินค้า dead stock ให้กลับคืนสู่ตลาด เป็นจำนวนกว่า 80,000 คัน เป็นยอดหมุนเวียนทางเศรษฐกิจกว่า 13,000 ล้านบาทขณะที่สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ยังไม่มีการเติบโตมากนัก เนื่องจากมองว่าตลาดอาจจะยังไม่ฟื้นตัวกลับมาดีขึ้นอย่างชัดเจน อีกทั้งธนาคารพยายามกระจายสัดส่วนพอร์ตสินเชื่อแต่ละประเภท เพื่อกระจายความเสี่ยงออกไป ซึ่งในส่วนของสัดส่วนสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์นั้นวางแผนที่จะลดสัดส่วนพอร์ตให้เหลือต่ำกว่า 50% ภายใน 3 ปี จากปัจจุบันมีสัดส่วนพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์อยู่ที่ 67%、TFG Trading buy ปิด: 1.66 แนวรับ: 1.65-1.62 แนวต้าน: 1.71-1.74นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสของสหรัฐ โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในสัปดาห์ที่แล้ว ลดลง 12,000 ราย สู่ระดับ 260,000 ราย และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ที่ระดับ 270,000 ราย นับเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าตลาดแรงงานยังคงมีความแข็งแกร่งSET : รอจนกว่าจะมีสัญญาณซื้อ,ทั้งนี้ นักลงทุนให้ความสนใจ Call DW ที่อ้างอิงบนหุ้นกลุ่ม ICT หนาแน่น หลังหุ้นในกลุ่มปรับตัวลงแรง ยกตัวอย่าง DW28 ที่เกี่ยวข้องได้แก่ TRUE28C1601A -10.5% ADVA28C1602A -15.8% และ DTAC28C1602A -33% เทียบกับหุ้นอ้างอิง -2.3% -1.4% และ 3.45% ตามลำดับ ในขณะที่ Put DW เช่น ADVA28P1604A ปรับตัวเพิ่มขึ้น +4.8%,แนวต้าน: 32 33.5 35 37ทั้งนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงขอให้ผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนโปรดศึกษาข้อมูลของ TTL เพื่อประกอบการตัดสินใจการลงทุนอย่างระมัดระวัง พร้อมทั้งติดตามความคืบหน้าของการดำเนินการสรรหาธุรกิจใหม่ของ TTL ต่อไป HMPRO Trading buy ปิด: 7.05 แนวรับ: 7.0-6.8 แนวต้าน: 7.3-7.5ขณะที่คาดว่าในปี 59 จะปรับราคาขายที่ดินเพิ่มขึ้นราว 10% ตามภาวะเงินเฟ้อ โดยปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของบริษัทมาจากยอดขายที่ดิน 60% ค่าเช่า อาคารสำเร็จรูป 15% สาธารณูปโภค 20% อื่นๆ 5% ซึ่งปีหน้ารายได้ค่าเช่าก็จะเพิ่มขึ้นด้วยโดยอมตะ วีเอ็นเข้าไปลงทุนในลัมถั่น ในจ.ดองไน มาเป็นเวลา 20 ปี ซึ่งในจ.ดองไน นับเป็นหนึ่งในจังหวัดใหญ่ที่สุดของฐานรองรับอุตสาหกรรมในเวียดนาม ขณะที่บริษัทได้ขยายการลงทุนจากอมตะ เบียนหัว มาอยู่ที่อมตะซิตี้ ลัมถั่น เพิ่มเติม โดยมีแผนที่จะพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวจำนวน 8 พันไร่ ใช้เงินลงทุน 23,000 ล้านบาท โดยเงินลงทุนก็จะมาจากการระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ QH (BUY: Consensus [email protected]): แม้ปี 58 กำไรหดตัว แต่คาดพลิกโต 10.9%YoY ในปี 59 จาก 1) แผนเปิด 25 โครงการใหม่มูลค่ารวม 2.6-2.7 หมื่นลบ. 2) การทยอยรับรู้ Backlog ปัจจุบันที่มีราว 1.1 หมื่นลบ. และ 3) อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นศก.จากภาครัฐฯ + มี Upside 33.8% ขณะที่มี Downside จำกัด เพราะมี NAV จากถือ HMPRO 20% และ LHBANK 21.34% คิดเป็นมูลค่ารวม 2.14 บาทต่อหุ้น จึงแนะนำ ซื้อ ทั้งนี้ SAT ระบุว่า การซื้อขายหุ้นในกระดานใหญ่ (Big Lot) ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2558 นั้น บริษัท สมบูรณ์ โฮลดิ้ง จำกัด (SBH) (ผู้ถือหุ้นรายใหญ่) เป็นผู้ซื้อหุ้นจาก นางมาลินี กิตะพาณิชย์ จำนวน 7,544,375 หุ้น ในราคาหุ้นละ 16 บาทราคาหุ้นบริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค จำกัด (มหาชน) หรือECFปิดตลาดเช้าอยู่ที่ 4.52 บาท ลบ 0.02 บาท หรือ 0.44% สูงสุด 4.60 บาท ต่ำสุด 4.52 บาท มูลค่าการซื้อขาย 7.97 ล้านบาท ด้านตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียวันนี้แกว่งแคบทั้งในแดนบวก-ลบ โดยต่างรอดูปัจจัยในสัปดาห์หน้า ทั้งตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐฯที่จะประกาศในสัปดาห์หน้า ซึ่งจะเป็นตัวที่ใช้ในการพิจารณาการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ด้วย และในวันที่ 3 ธ.ค.ก็จะมีการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งก็คาดหวังกันว่าจะมีการเพิ่มมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ทำให้มองเป็นปัจจัยบวกในระยะสั้น อย่างไรก็ดี ภาพรวมของตลาดหุ้นขณะนี้อยู่ในทิศทางที่จะปรับตัวลงงด้านกระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน เช่น เครื่องบิน รถยนต์ และเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้น 3% ในเดือนต.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1.8% โดยบ่งชี้ถึงอุปสงค์สำหรับสินค้าในภาคการผลิต นอกจากนี้ กระทรวงยังเปิดเผยว่า ยอดขายบ้านใหม่ในสหรัฐเพิ่มขึ้นในเดือนต.ค. ซึ่งบ่งชี้ว่ายอดขายบ้านมีแนวโน้มทำสถิติพุ่งขึ้นมากที่สุดในปีนี้ นับตั้งแต่ปี 2550 โดยยอดขายบ้านใหม่ในเดือนต.ค.เพิ่มขึ้น 10.7% เมื่อเทียบรายเดือน สู่ระดับ 495,000 ยูนิต ลือ! MSCI เตรียมลดน้ำหนักหุ้นไทย SET ช่วงบ่ายดิ่งเหวนอกจากนี้ บริษัทมีความสนใจลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนและประเมินมูลค่าการลงทุนที่เหมาะสม โดยอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรทำโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ โดยการลงทุนนั้นบริษัทต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่าในการลงทุนเสมอ ทำให้ยังไม่รีบร้อนที่จะตัดสินใจในขณะนี้,นอกจากประเด็นเรื่องการชำระเงินประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz ของบริษัท ทรู มูฟ เอชฯ แล้ว ในการชำระเงินประมูลงวดที่หนึ่งดังกล่าว บริษัท ทรู มูฟ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน ยังได้มีคำขอให้ กทค. พิจารณาทบทวนคำสั่งสิ้นสุดระยะเวลาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1800 MHz ตามที่ได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่สำนักงาน กสทช. ว่า กทค. ได้มีมติให้สิ้นสุดระยะเวลาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่น 1800 MHz ที่ได้ให้บริการในช่วงระยะเวลาคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวตามประกาศมาตรการเยียวยาฯ โดยให้มีผลนับตั้งแต่เวลา 00.00.01 น. ของวันที่ 26 พฤศจิกายน 2558 เป็นต้นไป โดยบริษัท ทรู มูฟฯ อ้างว่า การสิ้นสุดระยะเวลาคุ้มครองผู้ใช้บริการตามกำหนดดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากบริษัทไม่สามารถแจ้งและประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้บริการได้รับทราบอย่างทั่วถึงได้ทัน จึงต้องการให้ กทค. มีมติชะลอการสิ้นสุดระยะเวลาคุ้มครองผู้ใช้บริการออกไปก่อนแนะนำซื้อ WICE โดยมีแนวรับที่ 3.08 และ 3.04บาท และมีแนวต้านที่ 3.20 และ 3.30บาท เป็นจุดขายทำกำไร。

A recent report tells investors to think of the global economy in terms of “two separate narratives.”

“We are moving away from a U.S. – or Europe-led world to a world led by China,” writes Stephen King, Chief Global Economist at HSBC in a report released on Wednesday.

HSBC’s Emerging Market Index for the last quarter of 2012 tells investors to think of the global economy in terms of “two separate narratives.” The first is the “old world” consisting of the U.S. and Europe, which continue to experience an ongoing deleveraging. The second is the “new world” consisting of the “structurally dynamic” emerging markets in general, but China in particular.

In fact, HSBC projects that “China will make its biggest-ever contribution to global growth in 2014.”

Part of this is attributable to a slight improvement in China’s economy, which HSBC expects will grow by 8.6% in 2013, up from 7.8% in 2012. Although this is more robust than the 5.4% growth rate HSBC expects from the emerging markets as a whole, it is still a slower rate of growth than China experienced in the pre-financial crisis era.

Still the slower rate of growth is not as consequential as one might expect, at least in terms of China’s impact on the world economy. This is because the Chinese economy is much larger than it was when it was growing by double digit growth rates. “As a result,” King writes, “although its own growth rate may have slowed, its contribution to global growth is on the rise.”

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

King illustrates this trend by pointing to the increase many countries have experienced, in terms of the percentage of their GDP that comes from their exports to China. This is especially true for countries located near China and, to a slightly lesser extent, commodity producing economies. For example, whereas South Korea’s exports to China amounted to just 3.5% of GDP in 2000, 12% of Seoul’s GDP came from its exports to Beijing in 2012.

It was hardly alone. In fact, a HSBC report from November of last year noted that every country in Asia except for India had seen its export exposure to China—exports to China as a percentage of a country’s total exports—increase between 2006 and 2011. The increase was especially striking in Australia, given its location and commodity production. According to Saul Eslake, chief economist at Bank of America’s Merrill Lynch division in Melbourne, Australia ships about 28% of its exports to China and Beijing indirectly sets the price that other countries pay for another 30% of Australia’s exports.

HSBC also singled out Malaysia and Singapore as other Asian nations whose export exposure to China has grown in recent years. Not surprisingly, non-Asian countries that have seen the largest increase in their exposure to exports to China are typically commodity producers, the report said, explicitly listing Chile, Kazakhstan, Saudi Arabia, and Angola. Angola is a particularly interesting case. With a GDP of U.S. $101 billion in 2011, Angola has become China’s fourteenth most important source of imports, the report says, ahead of countries like France, Canada, Italy, the UK, and even India, which borders on China and boasts an economy over 18 times as large (U.S.$1.85 trillion) as Angola’s. In light of this, HSBC concludes that, “the lack of trade between India and China must count as one of the great missed opportunities of recent years.”

But if India’s paucity of trade with China makes it an outlier in Asia, it would be quite at home in the “old world” nations in North America and Europe.

“The ‘old world’ has yet to catch the China express,” HBSC writes. Indeed, U.S. exports to China are only 0.7% of Washington’s GDP, with Canada, France, and Italy roughly equivalent. On the other hand, the U.K.’s exports to China are even lower, making up just 0.4% of London’s gross output. Germany’s far better than other members of the EU in this (and most other) regards, with about half of EU exports to China coming from Germany, according to the European Council on Foreign Relations (ECFR).  The same ECFR report, published in May of last year, estimated that just under 7% of German exports go to China, making it Germany’s third largest export market after the EU and the U.S.

Still HSBC cautioned against putting too much stock into this, noting that: “Germany’s heightened trade relationship with China has been absolutely swamped by an even bigger increase in its dependency on the rest of Europe.”

Thus is the reality of a two world economy.

Zachary Keck is assistant editor of The Diplomat. He is on Twitter: @ZacharyKeck.