Interviews | Diplomacy | South Asia

วิธี คํา น วณ บา คา ร่า: US South Asia Policy: The Fallout From Afghanistan

play slots for free,ขายของนักลงทุนต่างชาติ พบว่าหุ้นที่มีการซื้อสุทธิมากที่สุด 30 อันดับแรก หากพิจารณาจากจำนวนหุ้นที่ซื้อสุทธิ ได้แก่,SOLAR (Bt 16 เป้าเทคนิค 16.50-17.80 cut loss ถ้าหลุด 15.50) UREKA คว้าสิทธิบัตรเครื่องฆ่ามอดข้าวเปิดเกมรุกตลาดเครื่องจักรกลเกษตรมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งหมด (Total Market Turnover) 30,006.70 ล้านบาท ทั้งนี้ ในปัจจุบันภาครัฐได้เร่งเคลียร์หนี้ที่เกิดขึ้นจากรัฐบาลก่อนหน้าราว 7.2 แสนลบ. ทั้งในส่วนของโครงการรับจำนำข้าว กองทุนประกันสังคม โดยรัฐบาลจะเร่งใช้หนี้ในส่วนนี้ให้หมดด้วยการออกหุ้นกู้ส่วนหนึ่ง และอีกส่วนคือการนำหุ้นที่ภาครัฐถืออยู่ในบริษัทต่างๆ ออกขาย แต่ยืนยันว่าการขายหุ้นนี้จะไม่กระทบต่อนโยบายภาครัฐในอนาคต ส่วนจะเป็นหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หรือไม่นั้น จะต้องให้นายสมหมาย ภาษี รมว.คลังเป็นผู้ชี้แจงในรายละเอียดต่อไป USDM15:33.62 เราแนะนำให้ Open Short ใน USDM15 ที่แนวต้าน 33.60 และ 33.70 และมีแนวรับที่ 33.40 และ 33.30 เป็นจุดขายทำกำไรบล.แมคควอรี ผู้ออก DW28 กล่าวว่า นักลงทุนให้ความสนใจ DW ในหลายกลุ่มหลักทรัพย์อ้างอิง ควบคู่ไปกับการซื้อขาย SET50 DW หลังจากดัชนีหลักทรัพย์เคลื่อนไหวผันผวนในแดนลบ ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนเข้าซื้อ SET50 Call ต่อเนื่อง เช่น S5028C1506A ส่วน DW บนหุ้นรายตัว วอลุ่มกระจายในหลายรุ่น เช่น DW ที่อ้างอิงหุ้น PTT, ITD, TRUE และ TPIPL โดย DW28 ที่เกี่ยวข้อง เช่น PTT28C1510A, TRUE28C1509B, ITD28C1509A และ TPIP28C1509A เงินเยนอยู่ที่ระดับ 122.70 เยน/ดอลลาร์ จากช่วงเช้าที่ระดับ 121.73 เยน/ดอลลาร์?CHO ซื้อเก็งกำไรIFEC Trading แนวรับ 10.40 แนวต้าน 11.50, 12.20 ตัดขาดทุน 10.10จากสาเหตุที่ถูกกีดกันการเข้าร่วมประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของเนชั่นฯ อีกทั้งก่อนหน้านี้ยังถูกโยงโดยการเอาเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นวิธีสกปรกที่ทำให้เกิดความเกลียดชังได้อย่างง่ายดาย ตนมองว่าฝ่ายกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์ไม่มีการกำกับดูแลอย่างเป็นธรรม ควรควบคุมให้บริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีธรรมาภิบาลและไม่กระทำผิดกฏหมายเช่นนี้ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ตนเกิดความกังวลในแง่ของการดูแลปกป้องผลประโยชน์ของนักลงทุน ในฐานะที่ตนก็เป็นนักลงทุนคนหนึ่งด้วย และยังกล่าวต่ออีกว่า เป็นห่วงภาพลักษณ์ตลาดทุนไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ ทุกคนควรเคารพสิทธิของผู้อื่นและดำรงอยู่ภายใต้กฏหมาย ไม่ควรให้ใครมีอภิสิทธิ์เหนือกว่า ไม่ว่าจะมีสถานะเป็นสื่อ หรือสถานะใดก็ตาม ยิ่งเป็นสื่อแล้วยิ่งควรจะทำตนเป็นแบบอย่างที่ดีของนักลงทุนและประชาชนทั่วไป ,ระยะสั้นแกว่งในกรอบ sideway หรือในกรอบระหว่าง 10.40-11.40 บาท คาดว่าจะยังไม่มีทิศทางชัดเจนจนกว่าจะแกว่งออกจากกรอบ แนะนำเก็งกำไรในกรอบดังกล่าวไปก่อน ส่วนจุดตัดขาดทุนจะอยู่ที่ 10 บาท MBK นอกจากจะมีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกับค่าเงินบาทถึง 80% ในช่วง 20 วัน ที่ผ่านมาแล้ว ภาพเทคนิคในระยะนี้ยังดูดีผิดหูผิดตา โดยล่าสุดปรับเพิ่มขึ้นมา 1.9% สวนทางตลาดที่ปรับลดลง 0.67%ตามหนังสือชี้แจงดังกล่าวได้มีเอกสารแนบรายชื่อและสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นกลุ่มใหม่ที่ไม่ได้ รับอนุญาตให้เข้าร่วมประชุมในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น โดยรายชื่อตามเอกสารแนบมีรายชื่อของนางสาวอรอร รวมอยู่ด้วย เอกสารแนบดังกล่าว เนชั่นฯ ได้ส่งให้แก่ตลาดหลักทรัพย์ฯ และนำออกเผยแพร่ในเว็บไซด์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ www.set.or.th ซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถเปิดอ่านได้โดยไม่มีข้อจำกัดขณะที่ปัจจัยในต่างประเทศก็เหลือแต่ปัญหาในกรีซและการแกว่งตัวของค่าเงินดอลลาร์ ส่วนความกังวลเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ ยังคงคาดกันว่าจะมีการปรับขึ้นในเดือน ก.ย. หรือ ธ.ค. ปีนี้ วันนี้คาดดัชนีจะเริ่มยืนและค่อยๆ ปรับตัวขึ้น หลังลงไปต่ำกว่า 1500 จุดแล้วดีดตัวกลับอย่างรวดเร็ว โดยเริ่มมีสัญญาณแรงซื้อหุ้นใหญ่เข้ามา จากการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะเริ่มฟื้นตัวได้ในช่วงปลาย Q2/15 ส่วนเรื่องการเลือกตั้งหลังการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ยังคงอยู่ที่เดือน ก.ย. ปีหน้า วันนี้แนวต้านอยู่ที่ 1510-1515 จุด ส่วนแนวรับที่ 1494-1490 จุดคำแนะนำ : ราคาหุ้นปิดเป็นแนวโน้มทางขาขึ้นยืนเหนือระดับเส้นค่าเฉลี่ย 10 วันหลังจากปรับฐาน 3 เดือน เริ่มมีวอลุ่มเด่น แนะนำซื้อเก็งกำไรได้ นักวิเคราะห์หลายรายคาดจีนมีแนวโน้มจะประกาศปรับลดสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์(RRR) หรือปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกในเดือน มิ.ย.นี้,ส่วนรายได้ของบริษัทในปีนี้ยังคงเป็นไปตามเป้าหมายที่คาดว่าจะเติบโต 10-15% จาก 7.85 พันล้านบาทในปีก่อน สัดส่วนรายได้แบ่งเป็นธุรกิจรับเหมาก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน 82% และงานเปิดหน้าเหมือง 18% ซึ่งรายได้ที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากการรับรู้รายได้งานในมือ (Backlog) ที่ปัจจุบันมีอยู่ 1.7 หมื่นล้านบาท มีกำหนดทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้ราว 1 ใน 3 ซึ่งในไตรมาส 2/58 จะรับรู้รายได้เพิ่มขึ้นกว่าไตรมาสแรกที่รับรู้รายได้ไปแล้วราว 1.8 พันล้านบาท จะส่งผลให้รายได้และกำไรสุทธิในไตรมาส 2/58 เพิ่มขึ้น,นอกจากนี้ บริษัทยังได้ตั้งสำรองหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญถึง 52 ล้านบาทในปี 2557 ซึ่งสูงมากกว่ามูลค่าการตั้งสำรองฯ ในปี 2556 ที่ระดับ 37 ล้านบาทถึงเกือบ 2 เท่า ในขณะที่อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสำหรับสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ต่อเงินให้สินเชื่อเช่าซื้อรวมในปี 2557 ลดลงเป็น 2.3% จาก 2.6% ในปี 2556 และอัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวมถัวเฉลี่ยลดลงเหลือ 3.3% ในปี 2557 จาก 4.2% ในปี 2556 อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2558 บริษัทมีกำไรสุทธิเท่ากับ 24 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้น 12% จากไตรมาสแรกของปี 2557ด้าน บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ในบทวิเคราะห์ว่า BBL ยังมีความเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระค่าใบอนุญาตทีวีดิจิตอล Thai TV ได้ยื่นจดหมายถึงกสทช.ในการขอคืนใบอนุญาตผู้ประกอบทีวีดิจิตอล 2 ช่อง และปฏิเสธการจ่ายค่าสัปทานงวด 2 เป็นจำนวนเงิน 288 ล้านบาท ทางกสทช.บอกว่า Thai TV ไม่สามารถทำได้ และหากบริษัทต้องการคืนใบอนุญาต ทาง Thai TV เองก็ต้องจ่ายค่าสัปทานที่เหลือจนครบ ซึ่งหาก Thai TV ปฏิเสธ ทางกสทช.มีสิทธิที่จะยึดเงินค้ำประกันที่การันตีโดย BBL ซึ่งนับเป็นความเสี่ยงกับ BBL ในฐานะเป็นผู้ออกจดหมายค้ำประกัน。

อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (สินเชื่อค้างชำระเกิน 90 วัน) ต่อสินเชื่อรวมของบริษัทแกว่งตัวขึ้นลงจาก 3% ในปี 2553 ขึ้นไปเป็น 3.8% ในปี 2554 แล้วลดลงเหลือ 2.3% ในปี 2555 และเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 3.6% ในปี 2556 จากผลของภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในปี 2556 ทำให้คุณภาพสินเชื่อเช่าซื้อของบริษัทลดต่ำลงเมื่อเทียบกับปี 2555 อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวมยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2557 โดยเพิ่มมาอยู่ที่ระดับ 4.3% ณ สิ้นเดือนมีนาคม และ 4.6% ณ สิ้นเดือนมิถุนายน การตัดหนี้สูญในช่วงครึ่งหลังของปี 2557 ช่วยลดอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวมให้ลดลงมาอยู่ที่ 3.2% ณ สิ้นปี 2557 อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนดังกล่าวปรับเพิ่มขึ้นมาอีกที่ระดับ 4.4% ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2558 ปัจจุบันบริษัทได้ให้ความสำคัญมากขึ้นกับการติดตามหนี้สิน รวมถึงการปรับปรุงนโยบายการให้สินเชื่อและเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อให้มีความเข้มงวดมากขึ้นเพื่อปรับปรุงคุณภาพสินเชื่อ โดยทริสเรทติ้งจะคอยติดตามผลจากความพยายามดังกล่าวต่อไปแนวโน้มอันดับเครดิต Developing หรือ ไม่ชัดเจน สะท้อนผลกระทบที่ยังไม่ชัดเจนต่อทิศทางธุรกิจของบริษัทและความช่วยเหลือจากผู้ถือหุ้นใหญ่หลังจากที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของ บริษัท ไมด้า แอสเซ็ท อนุมัติการขายสัดส่วนการลงทุนทั้งหมดในบริษัทเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2558 โดยกระบวนการในการขายสัดส่วนการลงทุนดังกล่าวน่าจะใช้เวลานานกว่าที่ทั้งนี้ การปรับตัวของตลาดเงินยังคงสะท้อนถึงถ้อยแถลงของนางเจเน็ต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (FED) เมื่อวันศุกร์ ที่ระบุว่า หากเศรษฐกิจสหรัฐยังคงปรับตัวดีขึ้นตามคาด ก็จะมีความเหมาะสมที่จะเริ่มดำเนินการขั้นแรกในการปรับเพิ่มเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในปีนี้ , นิกเกอิปิดเช้าเกือบทรงตัว เหตุนักลงทุนขายทำกำไรด้าน นายซูโทมุ มิยากิ ประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมโอซาก้า เปิดเผยว่า ประเทศญี่ปุ่นได้เผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ในการขยายธุรกิจของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไปยังต่างประเทศ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาทางรัฐบาลได้ให้การสนับสนุนในด้านการค้า การลงทุนและเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการขยายตัวทางธุรกิจ หุ้นน่าสนใจเชิงกลยุทธ์: SAT PCSGH PLANB MEGA MC (ควรกำหนดจุดตัดขาดทุนจากราคาซื้อ 3-5%)KBANK = 198 / 200, TASCO = 17.20 / 18.00, TRUE = 11.60 / 11.80, KTB = 18.20 / 18.50, PTT = 360 / 364, หุ้นแนะนำภาคบ่าย: เก็งกำไร BA (เข้าคำนวณ MSCI Small Cap และได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่น่าจะขยับลงอีกครั้งในช่วงนี้), KCE (ตัวเลขส่งออกเดือนเม.ย.แข็งแกร่งกว่าคาดและมีแนวโน้มเป็นบวกในเดือนถัดไป + ค่าเงินบาทที่พลิกกลับมาอ่อนค่า)TTCL ซื้อ ราคาหุ้นฟื้นตัวขึ้นหลังพักตัวไป 2 วัน แท่งเทียนทำรูปแบบ Rising Methods และไม่หลุดเส้นค่าเฉลี่ยระยะสัปดาห์ พร้อมปริมาณการซื้อขายเพิ่มสูงขึ้น เครื่องมือ MACD ตัด Signal ขึ้นเหนือ 0 มีแนวต้านแรกบริเวณ 34.00 บาท และมีเป้าหมายถัดไปที่จุดสูงเดิมบริเวณ 37.00 บาท, มูดีส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส เปิดเผยว่าการขยายตัวที่แข็งแกร่งขึ้นของเศรษฐกิจสเปนช่วยลดยอดขาดดุลการคลังของประเทศลง แต่หนี้สาธารณะของสเปนยังไม่มีแนวโน้มว่าจะมีเสถียรภาพได้ก่อนปี 2559、baccarat 88、ส่วนรายได้ของบริษัทในปีนี้ยังคงเป็นไปตามเป้าหมายที่คาดว่าจะเติบโต 10-15% จาก 7.85 พันล้านบาทในปีก่อน สัดส่วนรายได้แบ่งเป็นธุรกิจรับเหมาก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน 82% และงานเปิดหน้าเหมือง 18% ซึ่งรายได้ที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากการรับรู้รายได้งานในมือ (Backlog) ที่ปัจจุบันมีอยู่ 1.7 หมื่นล้านบาท มีกำหนดทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้ราว 1 ใน 3 ซึ่งในไตรมาส 2/58 จะรับรู้รายได้เพิ่มขึ้นกว่าไตรมาสแรกที่รับรู้รายได้ไปแล้วราว 1.8 พันล้านบาท จะส่งผลให้รายได้และกำไรสุทธิในไตรมาส 2/58 เพิ่มขึ้น、สำหรับแผนการซื้อกิจการในปีนี้คาดว่าจะได้ข้อสรุปอย่างน้อย 1 ราย ซึ่งบริษัทสนใจเข้าซื้อเป็นกิจการผลิตรายการโทรทัศน์ เอนิเมชั่น และสื่อเอ็นเตอร์เทนเมนท์S50M15 เน้น Open Long ต่อเนื่องหลังจากฟื้นตัวที่ 980 แนวต้าน 1000 982 / 980 985 / 988Energy: ปรับตัวลดลงไปทดสอบแนวรับที่ 19800 หลังจากถูกขายที่บริเวณเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันที่ 20450 แต่ถ้าทะลุผ่านขึ้นไปได้ จะมีแนวต้านถัดไปที่ 21500 เน้นการถือหุ้นหลักต่อเนื่อง PTT PTTEP PTTGC TOP BANPU สำหรับแนวโน้มรายได้และกำไรในปีนี้คาดว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ที่มีรายได้รวมประมาณ 2,500 ล้านบาท เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว จากปัญหาการเมือง ทำให้ภาครัฐและเอกชนชะลอการลงทุนGFM15:19130 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องไปทดสอบแนวรับที่ 19100 ซึ่งเราแนะนำให้กลับเข้าไป Open Long ที่บริเวณแนวรับ 19200 และ 19000 เพื่อคาดหวังการปรับตัวเพิ่มขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 19500ส่วนปัจจัยจากต่างประเทศ ยังมีความกังวลการชำระหนี้ของกรีซที่ยังไม่มีบทสรุป ซึ่งกรีซยังต้องได้รับความช่วยเหลือ ส่งผลให้ Bond Yield ของกรีซพุ่งขึ้นมาก แนวโน้มการลงทุนในวันพรุ่งนี้ (27 พ.ค.) ภาพตลาดยังเป็นการแกว่งตัว โดยมีแนวรับ 1,494-1,487 จุด ส่วนแนวต้าน 1,515-1,520 จุด。

Insights from Michael Kugelman.

US South Asia Policy: The Fallout From Afghanistan
Credit: Depositphotos

The Diplomat author Mercy Kuo regularly engages subject-matter experts, policy practitioners, and strategic thinkers across the globe for their diverse insights into U.S. Asia policy.?This conversation with Michael Kugelman, deputy director of the Asia Program and senior associate for South Asia at the Wilson Center, is the 286th in “The Trans-Pacific View Insight Series.”

Analyze the Biden administration’s rationalization of the chaos that accompanied the U.S. withdrawal from Afghanistan.

The administration has argued that no matter when the withdrawal was completed, there would have inevitably been messiness on the ground given the complexities of coordinating large numbers of evacuations in a volatile environment.

This is true, to an extent. But there were still two major mistakes made by the administration. First, after it announced its withdrawal, it did not come up in advance with a contingency plan to implement in the event of the worst-case scenario: a Taliban takeover prior to the completion of the withdrawal. To be sure, few expected this scenario to come to pass. But that doesn’t mean it shouldn’t have been anticipated. If such a plan was in place in advance, the administration could have implemented it and presumably avoided some of the recent chaos.

Second, the administration should have done more earlier on to address bottlenecks – caused by bureaucracy and COVID-19 – that delayed the processing of special visas for Afghans that worked with the U.S. military. Had these bottlenecks been eliminated earlier on, more vulnerable people could have gotten out more quickly.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Explain the strategic calculus of Pakistan and India in managing the Taliban government in Afghanistan.

Islamabad and New Delhi will approach the Taliban from very different positions. Pakistan has a long relationship with the Taliban. It helped establish the group and sponsored it for years, including being one of only three countries to recognize the Taliban regime in the 1990s. By contrast, India only reached out to the Taliban for the first time, on a formal level, weeks ago. It has rightfully viewed the Taliban as a Pakistani asset that is anti-India in its outlook.

Pakistan will likely seek some security assurances from the Taliban, especially in terms of its willingness to deny space to the Pakistani Taliban, an anti-Taliban outfit with its leadership based in Afghanistan. But Islamabad is unlikely to demand much of the Taliban as a condition for recognizing the Taliban regime.

New Delhi, however, will be very cautious. It will likely watch Taliban behavior in the coming months and see what approach it takes to terror groups in Afghanistan, and what type of relationship it has with Pakistan. I doubt India will recognize the Taliban government, but I do think it will want to establish enough informal links with it so that it can be in a better position to convey its interests — which mainly entail ensuring that India’s equities and investments in Afghanistan are not imperiled.

Still, no matter how you slice it, a Taliban-led Afghanistan delivers a strategic blow to India. A pro-Pakistan government will be in power in Afghanistan, and Pakistan along with India’s other top rival, China, will be poised to step up their game, assuming they get security and counterterrorism assurances. India had close ties to all non-Taliban governments in Afghanistan since the end of 2001. But now it’s likely to have no formal relationship with Kabul at all.

How does the fallout from Afghanistan impact China-Pakistan relations?

On one level, the Taliban takeover generates opportunities for Islamabad and Beijing. If the two countries are sufficiently reassured about the security situation, China would be poised to bring infrastructure investments into Afghanistan, including those associated with its Belt and Road Initiative. This would benefit its close ally Islamabad, which hopes to expand its cooperation with China on infrastructure projects?beyond Pakistan. I can envision Pakistan and China, with additional cooperation from Russia, using Afghanistan as a springboard for infrastructure projects that expand into Central Asia.

But the new reality in Afghanistan could also produce a rare tension point in China-Pakistan relations. In recent years, and especially in recent months, terrorists have staged attacks on Chinese workers in Pakistan, despite Chinese pressure on Pakistan to improve security. The galvanizing effect of the Taliban takeover, as well as the unlikelihood that the Taliban will crack down heavily on terrorism on Afghan soil ??? with the exception of Islamic State, a rival ??? means that we could see a rise in these attacks on Chinese targets in Pakistan. The Pakistani Taliban, which enjoyed a resurgence in recent months, and whose leadership is based in Afghanistan, have claimed several such attacks in recent months. The more these attacks keep happening, the more chances there are for some strain to emerge in China-Pakistan relations.

How might Iran and Russia benefit from U.S. absence in Afghanistan?

Iran and Russia, along with another top U.S. rival, China, are both advantaged and disadvantaged by the U.S. withdrawal. Certainly, the U.S. departure does provide a strategic opportunity, because it entails the removal of the U.S. footprint in their neighborhood.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

At the same time, these countries quietly regarded the U.S. military presence as a benefit because it served as a net security provider that the countries themselves weren’t willing to provide. U.S. boots on the ground weren’t a major stabilizing force in Afghanistan – the Taliban took large amounts of territory and IS emerged there over the last few years – but they did enable the U.S. to carry out counterterrorism activities against actors, mainly IS, that Beijing, Moscow, and Tehran all view as threats. With the U.S. gone, the terror threats to these countries could intensify.

Assess U.S. South Asia policy in the aftermath of Afghanistan’s fall to Taliban control.

U.S. South Asia policy will largely revolve around continuing to build up ties with India in service of a common goal of counterbalancing China. This is a major reason why President Biden decided to leave Afghanistan – to free up more policy space to focus on strategic competition with China. Additionally, the U.S. will look to scale up ties with smaller South Asian states caught up in India-China rivalry, such as Bangladesh, the Maldives, and Sri Lanka, in an effort to draw them away from China and more toward India and the United States. Washington will use tools associated with its Indo-Pacific strategy – especially the Blue Dot Network and Development Finance Corporation – to finance new infrastructure projects. But let’s be clear: Such efforts can’t hold a candle to China, which has a much deeper footprint in the region.

Pakistan, China’s top ally, will be left on the outside looking in on this countering-China U.S. policy. However, the Biden administration, following the deadly IS attack on U.S. troops at the Kabul airport, will find it very difficult to undertake a complete policy break with Afghanistan. It will ramp up its “over the horizon” counterterrorism activities in Afghanistan and try to develop a stronger capacity to monitor and strike terrorist targets without boots on the ground. This means neighboring Pakistan will remain important in U.S. strategic calculations. Islamabad and Washington could build up cooperation over the shared threat of IS – or they could succumb to the longstanding tensions and mistrust that often exist between the two when it comes to counterterrorism activities.