The Pulse | Economy | South Asia

บาคาร่าaw8ultra: Gender Responsive Budgeting Amid the COVID-19 Pandemic in India

mafia bet 777 1️⃣2021,MCS ซื้อ ราคาหุ้นแกว่งยกฐานสูงขึ้น พร้อมปริมาณการซื้อขายเริ่มสูงขึ้น พร้อมสัญญาณ Golden Cross จากเส้นค่าเฉลี่ย 7-14-21 วันสนับสนุนแนวโน้ม เป็นจังหวะซื้อเก็งกำไรมีแนวต้านแรกที่ 11.50 บาท ผ่านได้มีแนวต้านถัดไปตามกรอบที่ 12.00 บาทแนวรับ : 10 +/-,ราคาหุ้นบริษัท โรแยล ซีรามิค อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือRCIปิดตลาดอยู่ที่ 2.90 บาท บวก 0.04 บาท หรือ 1.40% สูงสุด 2.96 บาท ต่ำสุด 2.88 บาท มูลค่าการซื้อขาย 17.92 ล้านบาทปัจจัยค่าซื้อไฟฟ้าผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ (IPP) และผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ปรับขึ้นลงตามราคาเชื้อเพลิงเช่นกัน รวมถึงปัจจัยผลกระทบจากนโยบายรัฐ รัฐบาลให้การสนับสนุนค่าซื้อไฟฟ้าส่วนหนึ่ง ค่าไฟฟ้าส่วนเพิ่ม (Adder, FiT- Feed-in Tariff) จากพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงแดด ลม ชีวมวล โดยเงินอุดหนุนพลังงานหมุนเวียนในปี 2558 คิดเป็น 18.6 สตางค์ต่อหน่วย เพิ่มขึ้นจากปี 2557 จำนวน 7.3 สตางค์ต่อหน่วย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามปริมาณพลังงานหมุนเวียนที่รับซื้อมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีปัจจัยจากอัตราแลกเปลี่ยน ที่ส่งผลกระทบต่อค่าเชื้อเพลิงและค่าซื้อกระแสไฟฟ้าด้วย โดยค่าเงินบาทที่อ่อนลง จะมีผลต่อค่าเชื้อเพลิง และส่งผลต่อค่าเอฟทีเพิ่มขึ้น และในทำนองเดียวกัน ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นก็มีผลให้ค่าเอฟทีลดลงเช่นกันการชะลอตัวของจีดีพีดังกล่าวมีสาเหตุส่วนหนึ่งจากการดิ่งลงของการส่งออก ซึ่งได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของดอลลาร์ และอุปสงค์โลกที่อ่อนแอนอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่ทรุดตัวลงได้กดดันการลงทุนของบริษัทในภาคพลังงาน ขณะที่สภาพอากาศที่อบอุ่นในฤดูหนาวส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภค,โดยบริษัทตั้งเป้าหมายรายได้ปี 59 เติบโตไม่ต่ำกว่า 20% มาที่ราว 900 ล้านบาท เนื่องจากจะเริ่มรับรู้รายได้จากงานใหม่ด้านบริหารคลังสินค้า การขยายลานจอด เพิ่มหัวลาก-หางพ่วง รองรับปริมาณงานกรุงเทพฯและปริมณฑลที่เป็นตลาด Consumer ขนาดใหญ่ขณะเดียวกันมีแบบฟอร์มรายงานการได้มา หุ้น A โดย นางสาว พัทธมล เลาหพูนรังษี ซึ่งเป็นการได้มา เมื่อวันที่ 22 ม.ค.59 จำนวนหลักทรัพย์ที่ได้มาคิดเป็น 8.8% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ จำนวนหลักทรัพย์ภายหลังการได้มาคิดเป็น 8.8% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการนอกจากนี้ยังแนะนำให้อาเซียนเชื่อมโยงการผลิตระหว่างกันตลอดสายการผลิต เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการผลิต ซึ่งไทยพร้อมเป็นฐานการฝึกอบรม ให้ความรู้ผู้ประกอบการอาเซียนในการพัฒนาการผลิตสินค้าให้มีมาตรฐานเดียวกัน เพราะมีสถาบันการศึกษาอยู่ใกล้ตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จ.ขอนแก่น จ.อุบลราชธานี โดยเจโทรจะช่วยประสานนำผู้ประกอบการในประเทศเพื่อนบ้านมาพัฒนาทักษะ มาตรฐานวิชาชีพด้านต่างๆ ให้เป็นสากลมากขึ้น ซึ่งไทยจะได้ประโยชน์ในแง่การแก้ไขปัญหาขาดแคลนช่างเทคนิคในระยะสั้นด้วยโดยราคาหุ้นปรับตัวสูงสุดที่ 10.50 บาท ซึ่งเป็นการทำสถิติสูงสุดตั้งแต่เข้าตลาด ขณะที่ก่อนหน้านี้ นายนพปฎล เดชอุดมหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน TRUEเปิดเผยว่า สำหรับเงินที่บริษัทจะนำมาชำระค่าประมูลคลื่น 900 MHz จะมาจากเงินสดในมือจากเงินกู้ และการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนหรือขายหน่วยฯตลาดภูมิภาคแกว่งตัว Nikkei225 -0.52%][FBMKLCI +0.84%][HSI +1.82%][SSE +2.00%][TAIEX +2.22%]นอกจากนี้ TTW ยังได้ทำโครงการปลูกป่าต้นน้ำ โครงการ 1 ล้านกล้า สร้างป่าต้นน้ำ อย่างต่อเนื่องในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี มาเป็นระยะเวลา 5 ปี โดยแต่ละปีจะปลูกป่าต้นน้ำจำนวน 200,000 ต้น ในเนื้อที่ 1,000 ไร่ รวม 1,000,000 ต้น โดยเลือกพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ ทั้งนี้ สิ่งสำคัญคือเราจะดูแลทุกแปลงที่ปลูกอย่างต่อเนื่องอีก 2 ปี จนมั่นใจว่ากล้าไม้เหล่านี้มีอัตราการรอดตายไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 จึงจะทำการส่งมอบให้กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นสมบัติของประเทศชาติต่อไปแนวรับ : 1,285 / 1,275 แนวต้าน : 1,305 / 1,320SAWAD ปิด 46.75 +1.75 +3.89%。 ขณะเดียวกันกฟผ. ก็ได้หารือกับทางบมจ.ปตท. (PTT) เช่นกัน ซึ่งเป็นผู้จำหน่ายก๊าซธรรมชาติและผู้นำเข้า LNG ด้วย เนื่องจากต้องเปรียบเทียบราคา LNG เพราะหาก กฟผ.นำเข้าเองแต่มีราคาสูงกว่าก็ไม่คุ้ม ก็อาจเจรจากับทาง PTT เพื่อรับซื้อต่อไปด้วยแนวรับ : 1.99 +/-ขณะที่ ใช้การหลุด 2.9 เป็น stop loss ,SET Index: แนวโน้มขึ้นทดสอบ 1,300 และ 1,314 คำค้นACD บริษัท บูรพาทัศน์ (1999) จำกัด48/5-6 ชั้น 2 ซ.รุ่งเรือง ถนน รัชดาภิเษก แขวง สามเสนนอก เขต ห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10320 สรุปหุ้นโดนขายชอร์ตหนัก ประจำวันที่ 28 ม.ค.59กราฟ 60 นาทีกลับมาส่งสัญญาณซื้อ แนวโน้มวันนี้อิงทางบวกสลับปรับฐานในระหว่างวันเช่นเดิม สามารถเก็งกำไรสั้นๆ ได้ ยกแนวรับขึ้นมาที่ 1,280-1,275 จุด พร้อมปรับแนวต้านเป็น 1,295-1,300 จุด。

ขณะที่คาดว่ารายได้ปี 59 จะอยู่ที่ 3 พันล้านบาทใกล้เคียงกับปี 58 เป็นไปตามต้นทุนวัตถุดิบเหล็กที่ปรับตัวลดลง โดยปัจจุบันอยู่ที่ 15 บาท ต่อกิโลกรัม ลดลงจากปีก่อนอยู่ที่ 18 บาท ต่อกิโลกรัม แม้ปริมาณขายจะมากขึ้นแต่เมื่อกลับมาเป็นรายได้ทำให้รายได้ลดลงไปบ้าง ,แนวรับ : 45.75 +/-THANI Support 3.26 Resistance 3.46 / 3.60 Cut loss 3.22 นอกจากนี้ ยังได้รับแรงส่งของการลงทุนภาครัฐที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากโครงการลงทุนยกระดับโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ด้านการคมนาคมขนส่ง และกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายลงทุนในปี 59 ที่เพิ่มขึ้น ในด้านเสถียรภาพภายในประเทศ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 58 จะอยู่ที่ 0.3% (โดยมีช่วงคาดการณ์ที่ -0.2 ถึง 0.8%) ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อนตามแรงกดดันด้านอุปสงค์ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังอยู่ในระดับต่ำตามแนวโน้มราคาพลังงานที่ส่งผลให้แรงกดดันด้านต้นทุนลดลงนายสหรัฐ กล่าวต่อไปว่า การกำหนดค่าเอฟทีดังกล่าวไม่ได้ทำให้ กฟผ.มีกำไรจากการดำเนินการเพิ่มหรือลดลง เนื่องจากเป็นการปรับเพิ่มหรือลดตามต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของ กฟผ.ตามสูตรการปรับค่าเอฟทีอัตโนมัติที่ต้องการให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมต่อผู้บริโภค โดย กกพ.ซึ่งมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการ และผู้บริโภค ร่วมเป็นคณะอนุกรรมการกำกับดูแลอัตราค่าพลังงานและค่าบริการ ทำหน้าที่พิจารณากำหนดค่าเอฟทีทุกๆ 4 เดือนธุรกิจ : การบริหารจัดการพื้นที่เช่าภายในศูนย์การค้าในส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่และสินค้าเทคโนโลยีผู้อำนยการ สศอ. ยังกล่าวถึงสถานการณ์ของอุตสาหกรรมที่น่าเป็นห่วง คือ เรื่องการทุ่มตลาดสินค้าสินค้าเหล็กที่ทำให้ราคาลดลงมาอยู่ที่ 265 เหรียญ/ตัน ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่ปรับลดลงค่อนข้างมาก หลังจากการผลิตเหล็กของจีนล้นตลาด จึงได้ขอให้สถาบันเหล็กตรวจสอบข้อมูลนี้ว่าเป็นราคาที่เหมาะสมหรือไม่ เพื่อแจ้งเรื่องให้กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป,แม้การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวมีแนวโน้มเป็นไปได้ยาก แต่นายซาฮิดกล่าวว่า ยอดใช้จ่ายโดยเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวจีน ทั้งค่าอาหาร ค่าที่พัก และค่าช้อปปิ้งอยู่ที่ 3,345 ริงกิต (ประมาณ 792.4 ดอลลาร์) และหากมีการวางแผนอย่างเหมาะสมและโปรโมทการท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ระยะสั้นแกว่งในกรอบ sideway หรือในกรอบระหว่าง 18-19 บาท คาดว่าจะยังไม่มีทิศทางชัดเจนจนกว่าจะแกว่งออกจากกรอบ แนะนำเก็งกำไรในกรอบดังกล่าวไปก่อนส่วนจุดตัดขาดทุนจะอยู่ที่ 17.90 บาท ,ระยะสั้นแกว่งในกรอบ sideway หรือในกรอบระหว่าง 17.50-19 บาท คาดว่าจะยังไม่มีทิศทางชัดเจนจนกว่าจะแกว่งออกจากกรอบ แนะนำเก็งกำไรในกรอบดังกล่าวไปก่อน ส่วนจุดตัดขาดทุนจะอยู่ที่ 17.40 บาทตลาดภาคเช้าปิดปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยมีการเคลื่อนไหวผันผวนระหว่างการซื้อขาย จากความผันผวนของราคาน้ำมัน และ การอยู่ในช่วง Earning Season ขณะที่ผลการประชุม FOMC ไม่ได้มีผลกระทบมากนัก ปิดตลาดเช้า SET เพิ่มขึ้น 1.60 จุด ปริมาณการซื้อขาย 1.8 หมื่นล้านบาท SAWAD ซื้อเก็งกำไร แนวรับ 44.50-45.75 บาท แนวต้าน 48.25-49.50 บาทด้านกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เบื้องต้นสำหรับไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว ขยายตัวเพียง 0.7% โดยลดลงจาก 2.0% ในไตรมาส 3 และต่ำกว่าระดับ 3.9% ในไตรมาส 2 การชะลอตัวของจีดีพีดังกล่าวมีสาเหตุส่วนหนึ่งจากการดิ่งลงของการส่งออก ซึ่งได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของดอลลาร์ และอุปสงค์โลกที่อ่อนแอPTTGC ราคาปิด 53.75 บาทส่วนนักลงทุนซื้อสุทธิหนาแน่นใน CK28C1605A 9.0 ล้านหน่วย นอกจากนี้ยังมีแรงซื้อสุทธิบน DW ตัวอื่นๆด้วยเช่นกันอาทิ S5028P1603B 4.6 ล้านหน่วย INTU28C1605A 2.1 ล้านหน่วย และ UV28C1604A 1.6 ล้านหน่วย เป็นต้น ในขณะที่นักลงทุนขายสุทธิ S5028P1603A S5028P1602B ADVA28C1605A และ KBAN28C1603A จำนวน 5.2 ล้านหน่วย 2.7 ล้านหน่วย 2.4 ล้านหน่วย และ 1. ล้านหน่วย ตามลำดับ。 แนะนำซื้อ CPF โดยมีแนวรับที่ 19.10 และ 19.00 และมีแนวต้านที่ 20.00 และ 21.00 เป็นจุดขายทำกำไรแม้การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวมีแนวโน้มเป็นไปได้ยาก แต่นายซาฮิดกล่าวว่า ยอดใช้จ่ายโดยเฉลี่ยของนักท่องเที่ยวจีน ทั้งค่าอาหาร ค่าที่พัก และค่าช้อปปิ้งอยู่ที่ 3,345 ริงกิต (ประมาณ 792.4 ดอลลาร์) และหากมีการวางแผนอย่างเหมาะสมและโปรโมทการท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ นอกจากนี้ บริษัทอยู่ระหว่างเจรจาเข้าซื้อกิจการ 2-3 แห่ง โดยบริษัทดังกล่าวมีรายได้ราว 400-500 ล้านบาท/ปี ซึ่งเป็นกิจการที่จะเข้ามาเสริมความแข่งแกร่งและทำให้กิจการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แต่อย่างไรก็ตามยังไม่สามารถเปิดเผยถึงรายละเอียดได้นอกจากนี้ การขยายตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวในเกณฑ์สูงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ด้านการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มฟื้นตัวจากปีก่อนหน้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยได้รับอานิสงส์จากมาตรการสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของภาครัฐ ประกอบกับเงินเฟ้อและราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยจะส่งผลให้ปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการปรับลดลงต่ำกว่าที่คาดการณ์ครั้งก่อน。

The pandemic exacerbated pre-existing economic inequalities within India’s patriarchal society.

Gender Responsive Budgeting Amid the COVID-19 Pandemic in India

Women stand in a queue to receive the vaccine for COVID-19 in Khola Bhuyan village on the outskirts of Gauhati, India, Tuesday, September 7, 2021.

Credit: AP Photo/Anupam Nath

The concept of Gender Responsive Budgeting (GRB) gained widespread popularity in the early 20th century when budgets began to be regarded as a significant fiscal innovation tool to achieve gender equality. Since then, more than 80 countries have adopted some variant of gender budgeting. This list includes India, where in the past 16 years, finance ministers — ranging from Palaniappan Chidambaran to Nirmala Sitharam — have all promised to improve women’s welfare through higher and more gender-focused government expenditures.?

But today, with the outbreak of the COVID-19 pandemic — which has exacerbated pre-existing economic inequalities within India’s patriarchal society — rigorous and concentrated GRB efforts are needed more than ever. The GRB process could, in fact, help governments identify gender needs, allocate resources to programs by applying a gender lens, and prioritize gender-specific outcomes. Given this context, it becomes important to understand how useful past Indian gender budgets have proven to be and analyze whether India’s first pandemic gender budget (2021-2022) will be able to facilitate a gender sensitive economic recovery in the face of the current crisis.

The GRB Process

In order to ensure that public resources are spent in a way that bridges systemic inequalities between men and women, the government of India institutionalized GRB as a part of the 2005-2006 Union Budget. From then onward, many subnational governments have also adopted the practice of gender budgeting.?

In fact, according to the Ministry of Women and Child Development, 16 states and two union territories were exercising GRB as of October 2015. This state-level budgeting is, however, not included in the union gender budget statement and hence, an analysis of the allocation and their proportions to the total budget continues to remain limited.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Nevertheless, over the last 16 years, India’s gender budget has witnessed a six-fold increase in absolute terms, growing from 242.4 billion Indian rupees ($3.3 billion) in 2005-2006 to 1.4 trillion rupees in 2020-2021. Despite this achievement, the amount allocated toward women’s welfare has stagnated somewhat between 4.3 percent and 5.9 percent in the last 13 years, with the proportion of funds dipping to less than 5 percent of the total budget in the last five years.

An in-depth analysis, however, not only reveals a lack of deviation in the government’s spending pattern but also inherent shortcomings in India’s approach to GRB. To begin with, the gender budget statement has been divided into two parts: Part A reflects schemes with 100 percent allocation for women, such as the maternity benefit scheme or widow pension scheme; and Part B entails schemes with nearly 30 percent of funds allocated for women, such as the rural livelihood mission and mid-day meals program.?

Since its inception, schemes that partly benefit women have continued to dominate the gender budget, with allocations under Part B accounting for at least two-thirds of the total gender budget. This essentially means that women in India have remained deprived of schemes that are entirely targeted toward their development and have therefore only partially benefited from the introduction of the gender budget statement.

Meanwhile, the gender budget is a summation of funds allocated by different ministries toward the goal of women’s empowerment but in doing so, it has also ended up omitting several schemes that are actually beneficial for women. For instance, despite the guidelines of Jal Jeevan Mission — a scheme aimed at providing rural households with tap connections — stating that it will particularly improve the quality of life for women, the Department of Water and Sanitation has not reported any part of the allocation under the gender budget.?

In fact, despite growing gender awareness in India over the past several years, just five government ministries and departments have cornered nearly half of the total gender budget allocations in the last three years. These include the Ministry of Rural Development, Ministry of Women and Child Development, Ministry of Agriculture, Ministry of Health and Family Welfare, and Ministry of Human Resource Development.?

Such routine omission of schemes and women-led-programs, along with several government departments standing clear from the gender budget, continue to pose severe disadvantages for women in India, limiting the facilitation of an equitable access of resources and services for all. This is particularly concerning as India has lots of ground to cover with regards to its gender equality goals. India, in fact, slipped from 108th position among 153 countries in the World Economic Forum’s Global Gender Gap Index 2018 to 112th in 2020.

In light of these limitations and weaknesses, it would be fair to state that India’s GRB process has resulted in a lack of outcome-oriented budgeting. Some experts believe that government ministries and departments in India have merely reduced GRB to an aggregation exercise, with the central goal of achieving gender parity often taking a back seat.?

Pandemic Gender Budget: Beneficial or Not??

Despite emerging evidence about the disproportionate impact of COVID-19 on women and young girls, India’s first pandemic gender budget has continued to follow the worrying historical trends.?

In fact, the gender budget outlay in the Union Budget 2021-22 was cut by 26 percent, plummeting from 2.1 trillion rupees in 2020-21 (revised estimate) to 1.5 trillion rupees in 2021-22 (budget estimate). It therefore, accounts for merely 4.4 percent of the total budgetary expenditure and 0.7 percent of GDP.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

This essentially means that like the previous gender budgets, the overall quantum of the 2021-22 gender budget continues to remain below 5 percent of the total expenditure that has been laid out in the union budget and comprises less than 1 percent of GDP. These allocations are particularly disappointing for a time when economic activities have reduced to a bare minimum, with women standing at the forefront of layoffs, job losses, and wage cuts.

Besides, the GRB 2021-22 has remained concentrated within a few ministries and traditional schemes or programs, where only 34 of more than 70 central ministries and departments have reported some kind of allocations. Yet, the same five ministries that dominated the former gender budgets have received 87 percent of the allocations even in the current financial year. For an effective and adequate mainstreaming of gender concerns, all ministries and departments should receive some amount of funding.

Additionally, barring the Ministry of Women and Child Development, the gender budget remains only 30-40 percent of these ministries’ overall allocations. Therefore, even for government ministries that do entail a preponderant share of the gender budget, expenditure on women’s needs remains a small proportion.?

What is more concerning is the fact that new priority areas that have emerged in the wake of the pandemic — including digital literacy, domestic violence, skill training, and more — have only received 2 percent of the budget allocation in 2021-22. And, as per the United Nations, these are some of the key short-terms priorities that need government action not only to reduce the disproportionate burden of the pandemic on women’s shoulders but also to bring about the gender-sensitive social and economic recovery of a country.

Consequently, owing to the above-mentioned inadequacies, the current budgetary provisions as specified in the Union Budget 2021-22 may turn out to be incompetent to tackle the mounting problems of job losses faced by women, the high drop out rates of young girls, increasing gender-based violence, and so on.

The GRB process in India has clearly been marred by various limitations that often result in suboptimal outcomes, with gender inequality remaining rife in every aspect of Indian life. These inequalities are nonetheless being reinforced and, to some extent, deepened in the current COVID-19 pandemic. As a result, a greater focus needs to be laid on the gender budgets in India.?