Trans-Pacific View | Diplomacy | East Asia

jokerlucky789: Easing China-US Tensions: Lessons From Nixon’s 1972 Trip

casino real,SLP ราคาปิด 1.30 บาท สำหรับหุ้นอ้างอิงที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 3 อันดับแรกเป็น DW ที่อ้างอิงกับดัชนี SET50 ซื้อขายสูงถึง 43.2% ของการซื้อขาย DW ทั้งหมด โดยเฉพาะ Put DW รองลงมา DW ที่อ้างอิงหุ้น PTT สัดส่วน 8.7% ซึ่ง Put DW ได้รับความสนใจมากหลังราคาน้ำมันทำนิวโลว์ และอันดับสาม DW ที่อ้างอิงหุ้น ITD สัดส่วน 5.0% โดยเฉพาะ Call DW แม้ไตรมาสสองงบออกมาขาดทุนก็ตาม แต่นักลงทุนมั่นใจรัฐเดินหน้าโครงการลงทุนจะหนุนให้ครึ่งปีหลังบริษัทจะพลิกมีกำไรได้,พร้อมทั้งคาดว่าปี 59 จะสามารถล้างขาดทุนสะสมที่มีอยู่กว่า 920 ล้านบาทได้หมด โดยจะนำส่วนเกินมูลค่าหุ้นมาล้างขาดทุนสะสมดังกล่าว พร้อมกับเตรียมพิจารณาจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นในปี 60 โดยมีนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 50% ของกำไรสุทธิ หลังจากที่บริษัทได้หยุดจ่ายเงินปันผลมานานกว่า 5 ปี、st 911 บา คา ร่า、SET ปิด 1,379.32+7.92,อย่างไรก็ดี ยังคงจับตาการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ไปจนถึงสัปดาห์หน้าที่จะมีการประชุมเฟด และยังเฝ้าดูมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ และภาพรวมทางการเมืองที่เริ่มร้อนขึ้นแนวรับ 3.56-3.62 บาทนอกจากนี้ กทม.จะดำเนินการจัดระบบการเดินรถไฟฟ้าทั้ง 2 สายทางให้เร็วที่สุด ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะเริ่มเดินรถในบางส่วนที่งานก่อสร้างและวางระบบแล้วเสร็จก่อน เช่น ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ ซึ่งขณะนี้งานโยธามีความคืบหน้ากว่า 60% แล้ว อาจเปิดเดินรถต่อเนื่องเป็นช่วงๆ จากสถานีแบริ่งต่อไปยัง สถานีสำโรงและสถานีปู่เจ้าสมิงพราย ก่อน เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นกับการส่งมอบงานโยธาโดยราคาหุ้น AJD มีการปรับตัวขึ้นแรงเป็นวันที่ 2 หลังจากวานนี้ (7 ก.ย.) ราคาหุ้นปิดที่ระดับ 1.73 บาท บวก 0.24 บาท หรือ 16.11% สูงสุดที่ 1.73 ต่ำสุดที่ 1.50 บาท มูลค่าซื้อขาย 1.59 พันล้านบาทขณะที่ปีนี้ตั้งเป้าจะขยายสาขาเพิ่ม 7-8 สาขา ด้วยงบลงทุนขยายสาขากว่า 2 พันล้านบาท โดยครึ่งปีแรกเปิดสาขาใหม่แล้ว 5 สาขา และวันที่ 5 ก.ย.นี้ได้เปิดเพิ่มที่ จ.นครนายก และไตรมาส 4/58 เปิดที่ จ.ยโสธร,ปราณบุรี และบึงกาฬ ซึ่งก็จะทำให้สิ้นปีมีครบ 40 สาขา เน้นเปิดต่างจังหวัดเป็นหลัก ส่วนในกรุงเทพฯและปริมณฑลก็ยังมองหาที่ดินเพื่อเปิดสาขาเพิ่มด้วยเช่นกัน APCS เปลี่ยนมือผู้ถือหุ้นใหญ่-จับตาแนวธุรกิจใหม่, SET ปิดเช้าลบ 8.63 จุด AJD ซื้อ-ขายสูงสุด 2.20 พันลบ.นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวว่าบริษัทอยู่ระหว่างเตรียมการขายหมอนรองรางรถไฟ ซึ่งเป็นโครงการรถไฟทางคู่สายหลัก มีระยะทางประมาณ 2,000 กิโลเมตร โดยวัสดุที่ใช้จะเป็นเหล็กลวดของบริษัทเองนอกจากนี้จะใช้เป็นเงินทุนสำหรับเข้าประมูลโครงการรับเหมาก่อสร้างใหม่ๆ ทั้งโครงการขนาดกลางไปจนถึงโครงการขนาดใหญ่ โดยเงินทุนดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือทางด้านฐานะทางการเงินของบริษัทต่อลูกค้าทั้งรายเก่าและรายใหม่ที่เป็นเจ้าของโครงการที่บริษัทเข้าไปประมูลงาน โดยจำนวนเงินที่คาดว่าจะนำมาใช้เป็นเงินทุนสำหรับเข้าประมูลโครงการใหม่นั้นจะอยู่ที่ประมาณ 900 ล้านบาท ฮั่งเส็งปิดทะยาน 3.28% รับตลาดหุ้นจีนพุ่งโดยบริษัทและ FICO จะถือหุ้นในบริษัทที่จัดตั้งใหม่ดังกล่าวในสัดส่วนเท่ากันฝ่ายละ 50% เพื่อลงทุนผ่านบริษัทที่จัดตั้งใหม่ในการเข้าซื้อหุ้นในบริษัท จูปิเตอร์ โฮเต็ลล์ โฮลดิ้ง จำกัด (JHH) ในจำนวน 27,100,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 ปอนด์ คิดเป็นสัดส่วน 100% ของทุนที่ชำระแล้ว ที่มูลค่ารวมประมาณ 775 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 4,314.43 ล้านบาท ทั้งนี้จะเข้าทำรายการเข้าลงทุนในกิจการโรงแรมในประเทศอังกฤษในวันที่ 15 ต.ค.58ทั้งนี้ บริษัทยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างรอการดำเนินงาน ได้แก่ โครงการพลังงานลม 695 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างรอภาครัฐประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกอย่างเป็นทางการเพื่อทำการเซ็นสัญญา PPA หากได้ PPA แล้วโครงการดังกล่าวคาดว่าจะใช้เงินลงทุนจำนวน 8.34 หมื่นล้านบาท หรือ 120 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ ซึ่งบริษัทจะใช้กระแสเงินสดที่มีอยู่และเงินกู้ยืมจากสถาบันทางการเงินโดยบริษัทมีอัตราหนี้ต่อทุน (D/E) 1 เท่า?ตลาดภูมิภาค Sideway ดัชนี TAIEX ตลาดหุ้นไต้หวัน -0.18% ดัชนี FBMKLCI ตลาดหุ้นมาเลเซีย -0.56% ดัชนีฮั่งเส็ง +0.22% โดยดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงปิดตลาดเช้าปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังจากที่คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของจีน ระบุว่า ตลาดหุ้นจีนมีเสถียรภาพอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยสภาพคล่องในตลาดมีอยู่ค่อนข้างมาก เนื่องจากบรรดากองทุนรวม กองทุนสวัสดิการสังคม บริษัทประกัน และนักลงทุนสถาบันอื่นๆมีเงินทุนอยู่ในมือจำนวนมาก และมีแผนที่จะเดินหน้าการปฏิรูปและยกระดับการกำกับดูแลตลาดนอกจากนี้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ เตรียมเสนอข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ , ข้อเสนอแนะเพื่อการปฎิรูปตามมาตรา 31 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ดังนี้ การปฏิรูปเรื่องการเป็นศูนย์กลางอาเซียน หรืออาเซียนฮับ ข้อเสนอแนะและแนวทางการปฎิรูปการประกันพืชผล ข้อเสนอแนะและการปฎิรูปสหกรณ์ออมทรัพย์ ข้อเสนอแนะและการปฎิรูปสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน และข้อเสนอแนะการส่งเสริมการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศของไทย และแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ เป็นต้น คลังเสนอมาตรการช่วยเหลือ SMEs สิ้นสุดโครงการรถคันแรก。

ขณะที่บริษัทยังมั่นใจว่ารายได้ในปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 1.4 พันล้านบาท และกำไรสุทธิเติบโตมากกว่า 100% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 27.18 ล้านบาท โดยในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทมีกำไรสุทธิแล้ว 35.76 ล้านบาท และแนวโน้มผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก เนื่องจากภาครัฐฯมีการปรับลดราคาขายก๊าซ LPG ลงมาให้สะท้อนราคาที่แท้จริง ทำให้ยอดขายปรับตัวสูงขึ้นโดยลักษณะประกอบกิจการของ MED คือ การจัดแสดงกิจกรรมทางธุรกิจ การจัดกิจกรรมโฆษณาสินค้า ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่มีหลากหลายประเภท ทั้งลูกค้าตรงและลูกค้าที่ผ่านตัวแทนการขาย โดยบริษัทย่อยจะเป็นบริษัทชั้นนำด้านสื่อ โดยจะสามารถให้บริการได้แบบครบวงจรยิ่งขึ้น โครงสร้างและการดำเนินธุรกิจของบริษัทย่อยจะแข็งแกร่งและเติบโตอย่างรวดเร็ว, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า รัฐบาลจะเริ่มดำเนินการจ่ายเงินเข้าสู่ระบบผ่านกองทุนหมู่บ้านตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะแรกได้ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 14 ก.ย.เป็นต้นไป โดยยืนยันว่ารัฐบาลต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก และไม่ใช่โครงการประชานิยม ,นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ทางการจีนจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม หลังจากมีการเปิดเผยข้อมูลการค้าระหว่างประเทศที่อ่อนแอในเดือนส.ค. โดยสำนักงานศุลกากรจีนเปิดเผยเมื่อวานนี้ว่า การค้าต่างประเทศของจีนในเดือนส.ค.ปรับตัวลง 9.7% เมื่อเทียบรายปี สู่ระดับ 2.04 ล้านล้านหยวน (3.208 แสนล้านดอลลาร์) ซึ่งเป็นการปรับตัวลงรุนแรงมากขึ้นหลังจากที่หดตัว 8.8% ในเดือนก.ค. AJD เพิ่มทุนขายผู้ถือหุ้นเดิม-ขาย PP “เสี่ยยักษ์”ติดโผทั้งนี้ บริษัทได้มีหนังสือถึงตลาดหลักทรัพย์ลงวันที่ 2 และ 4 ก.ย.58 แจ้งว่าในการเข้าลงทุนในกิจการโรงแรมในประเทศอังกฤษนั้น บริษัทจะดำเนินการต่างๆ โดยเมื่อวันที่ 4 ก.ย. 58 บริษัทได้แจ้งไปยัง FICO ขอให้ FICO เจรจากับผู้ขายเพื่อขอขยายระยะเวลาในการสงวนสิทธิการเข้าทำรายการขายกิจการโรงแรมประเทศอังกฤษ (Exclusivity Period) เพื่อให้บริษัทสามารถดำเนินการต่างๆ ตามส่วนที่ 4 ของประกาศรายการได้มาหรือจำหน่ายไปสำหรับหุ้นที่ขึ้นแรงประจำวันนี้ (7 ก.ย.) ได้แก่, CCET เผยยอดขายเดือน ส.ค.58 วูบ 5.5% ส่วน 8 เดือนโต 10%ทั้งนี้ หากได้รับงานดังกล่าวบริษัทจะต้องใช้งบลงทุนอีก 50 ล้านบาทเพื่อซื้อเครื่องจักรใหม่ โดยคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ในช่วงปลายปี 59 ถึงต้นปี 60 จะส่งผลให้รายได้ทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และช่วยผลักดันสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 10-15% ในปี 62 จากปัจจุบันอยู่ในระดับ 6%ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้นบริษัท บิวเดอสมาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือBSMปิดตลาดวันนี้ราคาอยู่ที่ 0.77 บาท บวก 0.13 บาท หรือ 20.31% สูงสุดที่ 0.82 บาท ต่ำสุดที่ 0.64 บาท มูลค่าซื้อขายที่ 130.48 ล้านบาท ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยโดยรวมลบ 0.58%,EE ซื้อ ราคาหุ้นดีดฟื้นตัวขึ้น พร้อมปริมาณการซื้อขายเริ่มสูงขึ้นสนับสนุน เส้นค่าเฉลี่ย 7-14-21 วัน เรียงตัวตัดกันยืนยันแนวโน้ม คาดว่าจะสามารถแกว่งตัวขึ้นได้ต่อเนื่อง มีแนวต้านแรกที่ 1.10 บาท และถัดไปที่ 1.15 บาทคำแนะนำของ ASL การปรับตัวเน้นยืน 1,370-1,368 ซื้อเก็งกำไรเล่นรอบ แนวต้าน 1,385 ผ่านเป็นBUYตลอดจนจะใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทในการประกอบธุรกิจตามปกติ เนื่องจากบริษัทประสบปัญหาสภาพคล่องมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งจะช่วยให้บริษัทดำเนินธุรกิจได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น ทั้งในแง่ของการสั่งซื้อวัตถุดิบเพื่อนามาใช้ดำเนินโครงการตามกำหนดเวลา และการจ่ายชำระเงินให้แก่เจ้าหนี้การค้าของบริษัทภายในระยะเวลาชำระเงินที่ตกลงกัน โดยจำนวนเงินที่คาดว่าจะนำมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนประมาณ 500 ล้านบาทKAMART (TP10.6*) : Support 6.55/6.4 Resistant 7.0/7.2KTBU15,ชื่อกิจการร่วมค้า PT JTrust Finance Indonesia ลักษณะการดําเนินธุรกิจ Multi Finance Company จดทะเบียนในประเทศอินโดเซียทุนจดทะเบียน ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านรูเปียอินโดนีเซีย (ประมาณ 7 ล้านเหรียญสหรัฐ) หรือประมาณ 245 ล้านบาท (ณ ค่าเงินบาทล่าสุดที่ 35 บาท) แหล่งเงินทุน เงินทุนหมุนเวียนภายในกลุ่มบริษัท สำหรับผลประโยชน์ที่จะได้รับ เพื่อเป็นช่องทางในการขยายธุรกิจในประเทศอินโดนีเซีย、ฝาก 24 รับ 100 ล่าสุด、 SET ปิดเช้าลบ 8.63 จุด AJD ซื้อ-ขายสูงสุด 2.20 พันลบ.、 กลยุทธ์ระยะสั้นทยอยขายทำกำไรออกไปก่อน หลังมอง Upside ค่อนข้างจำกัดแล้ว。

Modern thinkers widely misunderstand the contemporaneous significance of Nixon’s 1972 trip to China. That significance provides a blueprint for thawing the current tensions.

Easing China-US Tensions: Lessons From Nixon’s 1972 Trip
Credit: Richard Nixon Presidential Library and Museum

Despite hopes for a “reset” under President Joe Biden, the chasm between the United States and China has only widened in 2021. Today, three-in-four Americans have a negative view of China, and anti-China sentiment unites an otherwise divided and partisan body politic. This hostility toward China constrains America’s leadership. Even if Biden wanted to, he could not currently enact a policy détente without damaging his agenda and electoral prospects. How then, can Biden or a future American president reduce the public’s antipathy and place American foreign policy toward China onto a more sustainable footing?

Former President Richard Nixon’s weeklong 1972 China visit provides one blueprint.

Modern thinkers widely misunderstand the contemporaneous significance of Nixon’s 1972 trip to China. Today, many argue that the summit was significant because it produced a communiqué and a common anti-Soviet front. But nobody in 1972 saw the summit this way. Despite modern misunderstandings of the trip’s significance for policymakers in 1972, it was still perceived as historic in its own time. Why was this? Simply put, because the images of the U.S. president that were coming out of Beijing were worth more than any communiqué or alliance. They helped to shift American public opinion toward China and helped Americans to start viewing China as more than a security threat, creating a political opening for de-escalation later in the decade.

So why is the summit so often misperceived as creating an anti-Soviet front? This misperception stems mainly from the Soviets themselves. After the summit, Soviet state media talked darkly about how anti-Sovietism was pushing the United States into the arms of China, and the Soviet ambassador was “almost beside himself with protestations of goodwill.” Nixon interpreted this later to show that his trip had brought the Soviets “into a more accommodating state of mind,” and to claim that this was one of the original goals of the trip.

However, the evidence is mixed at best that Nixon’s trip made the Soviets more amenable to compromise. SALT 1 was not finalized and signed until May 1972, but its key points of contention had already been solved in 1971. Negotiations over Berlin’s links to West Germany had also been essentially concluded by the time Nixon went to Beijing. The most that can be said is that Nixon’s trip alarmed the Soviets, but this was not his intention in 1972.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

At the time, Nixon actually hoped that his trip to Beijing would improve the atmosphere for his upcoming Moscow trip, American journalist Robert Kraft told the Soviet ambassador. National Security Advisor Henry Kissinger even tried to arrange for Nixon to travel to Moscow before Beijing and wrote in 1971 that “the PRC… is afraid of giving Moscow a pretext for attack.” But the Soviets themselves were incredulous and dallied on setting a date for a Soviet-U.S. summit. As Kissinger explained to the Chinese, the order of Nixon’s summits was thus determined in Moscow; the Americans had no desire to seem provocative.

Nixon even took the initiative after landing in the United States to send a private message to Soviet leader Leonid Brezhnev: The United States remained committed to détente, and the recent trip to China was not directed against any third country. Further, Kissinger took the extraordinary step of holding a private dinner in his home three days after the trip to reassure the Soviet ambassador. It can, thus, hardly be said that Nixon’s trip to China was intended to create a new de facto Sino-American alliance against Moscow at a time when détente was Nixon’s primary foreign policy priority.

Creating a communiqué or a “one China” policy was also not even on Nixon’s radar when he traveled to Beijing. The Shanghai Communiqué is commonly cited today as the first formal American acknowledgment of its one China policy. But in its own time, both the Chinese and the Americans alike viewed the communiqué as insignificant. The New York Times editorial board referred to the communiqué as “an agreement to disagree about a great many things.” During negotiations over wording, Chinese Vice Foreign Minister Qiao Guanhua even told the Americans directly that the Chinese did not need a communiqué. Kissinger understood and downplayed the communiqué as well, telling the Chinese side that its only purpose was to assuage State Department bureaucrats. Nixon’s chief of staff, Bob Haldeman, shared Kissinger’s view: “On TV the image of the American President received is worth a million times the effect of a communiqué.”

Nixon also warned the Chinese side: “there is no possibility in the next one and a half years for us to recognize the PRC as the sole government of China in a formal way.” This comment reflects Nixon’s penchant for avoiding commitment coupled with long-term thinking. Nixon’s original intention – and the real reason he went to Beijing – was to begin shifting American public opinion and create the conditions necessary for a better China-U.S. relationship over the long run.

In 1972, Nixon did not have explicit goals, such as creating a “one China” policy or an anti-Soviet alliance. As he told Mao:

Too often we look at problems of the world from the point of view of tactics. We take the short view … It is essential to look at the world not just in terms of immediate diplomatic battles and decisions but the great forces that move the world. Maybe we have some disagreements, but we know there will be changes, and we know that there can be a better, and I trust safer, world for our two peoples.

This also comports with off-the-cuff 5 a.m. remarks that Nixon made to anti-war protesters during one of his notorious late-night episodes. In those remarks, he encouraged the protesters to travel and said that his great hope was for “the great mainland of China to be opened up so that we could know the 700 million people who live in China and are one of the most remarkable people on earth.”

So what lessons can we draw from Nixon’s trip that might help to thaw China-U.S. relations today? First, Nixon was willing to take a great political gamble in trying to appeal to the American people’s emotional ethos. As he recalled: “Congressman John Schmitz of California charged me with ‘surrendering to international Communism’ by accepting the invitation. George Wallace… told reporters that he suspected the trip was actually a diversionary tactic to get people’s minds off ‘inflation and the high cost of pork chops’ …” Even those supportive of Nixon’s trip, mostly Democrats, the president wrote, “temper[ed] their praise with speculation that my motives had been political.” To improve relations with China today may require an equally bold move and a willingness to sacrifice popularity for a safer world.

Second, Nixon – despite his reputation as emotionally disconnected to those closest to him – fundamentally understood the collective emotional ethos of the American people. As he told Kissinger: “It really was a question of the American people being hopelessly and naively for peace.” As American involvement in Afghanistan ends, the question remains: Is the same true today?

Nixon also instinctively understood the importance of images in shifting public opinion. His recollection of the “most moving” moment from the summit highlights this: “The transcript of the conversation [with Mao] may not have caught probably the most moving moment, when [Mao] reached out his hand, and I reached out mine, and he held it for about a minute.”

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Nixon partly understood the role of images in shaping emotion through his own racialized view of the world, as is clear from his February 1972 comments – shocking in their bluntness – on the U.S. withdrawal from Vietnam:

From a political standpoint, we should have flushed them [the South Vietnamese] down the drain three years ago. … Sure, the North Vietnamese would’ve slaughtered and castrated two million South Vietnamese Catholics, but nobody [in the U.S.] would have cared. These little brown people, so far away, we don’t know them very well, naturally you would say.

Perhaps not despite his flaws but because of them, Nixon understood the importance of familiarity and “understanding” between peoples as well as any modern politician. On his China trip, he was attempting to build the sort of “understanding” of the Chinese people that he instinctively knew was required to win public support for a better relationship.

Nixon also understood the power of images from his own life. Television images played an important role in his first failed presidential bid in 1960, and afterward, Nixon became obsessed with the new medium. He thus made staged photo-ops a priority in China. As John Chancellor of NBC News put it, the trip was “a theatrical accomplishment of the first magnitude for its producers, the American and Chinese governments.” He added: “Who needs circuses when you’ve got China?” Nixon even conscripted his wife Pat to use as a – in his own words – “prop” for when he would have to sneak away from the press for official business. Any modern politician must, like Nixon, understand the value of images as well as communiqués, agreements, and speeches.

In conclusion, it’s difficult to understate the impact of Nixon’s trip on American public opinion about China. In 1968, Pew had surveyed Americans about “the Chinese people;” most held them in low regard. (Less than 0.5 percent of Americans, for example, thought Chinese were “honest.”) But in 1972, after Nixon’s trip, Americans were well on their way to having positive opinions of the ordinary Chinese.

As tensions rise between the United States and China today, how can we put relations back on a more positive footing? Nixon’s “week that changed the world” might offer one possible answer.

Authors
Guest Author

Max Plithides

Max Plithides is currently a research fellow at the University of California, Los Angeles (UCLA). He holds an MA in Political Science from UCLA with a concentration in International Relations. His master's thesis, “Is an Image Worth a Hundred Communiqués? Experimental Evidence on the Role of Photo Op Summits in Diplomacy,” and the accompanying policy brief published by the Institute on Global Conflict and Cooperation, examine the role of photo ops in palliating public pressure for conflict.

Tags