Features | Diplomacy

motorhead video slot: Beyond Alliance Repair: Biden Must Do More in the Indo-Pacific

คา สิ โน ออนไลน์ w881️⃣M98, ดอลล์ปรับขึ้นก่อนสหรัฐเผยตัวเลขจ้างงานการที่บริษัทใช้เงินลงทุนซื้อที่ดินและค่าก่อสร้างโครงการจากวงเงินกู้ยืมจากธนาคารและหุ้นกู้ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2558 ภาระหนี้สินทั้งหมดเท่ากับ 15,174 ล้านบาท เป็นเงินกู้ยืมจากธนาคารคิดเป็น 63% และหุ้นกู้ 37% สัดส่วนหนี้สินมีหลักประกันต่อทรัพย์สินรวมลดลงเหลือ 15.5% จาก 26% ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2557、 หุ้นยุโรปเปิดตลาดร่วงลง จากข่าวกรีซอาจเลื่อนชำระหนี้ IMFโครงการที่อยู่อาศัยของบริษัทเน้นลูกค้าที่มีรายได้ในระดับปานกลางถึงสูง ซึ่งมีราคาขายเฉลี่ยต่อหลังอยู่ที่ 7.6 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2558 บริษัทมีโครงการที่อยู่อาศัยจำนวน 34 โครงการ ด้วยมูลค่าเหลือขายประมาณ 27,100 ล้านบาท และมียอดขายรอการส่งมอบประมาณ 9,600 ล้านบาท โดยจะทยอยส่งมอบให้แก่ลูกค้าในช่วงปี 2558-2560 ในช่วงปี 2557 ถึงไตรมาสแรกของปี 2558 รายได้จากโครงการแนวราบยังคงเป็นแหล่งรายได้หลักของบริษัทซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 55% ของรายได้รวม ในขณะที่รายได้จากคอนโดมิเนียมคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 38% ส่วนรายได้จากค่าเช่าอยู่ที่ประมาณ 7% ของรายได้รวมทั้งนี้คาดว่ากำไรไตรมาส 2/58 มีแนวโน้มสร้างจุดสูงสุดใหม่หลังจากทำ new high ไปแล้วในไตรมาส 1/58 อิงจากงานในมือที่อยู่ระหว่างการรับรู้รายได้ในช่วงไตรมาส 2/58 นี้ราว 350-390 ล้านบาท โดยในไตรมาสนี้อัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มดีขึ้นเนื่องจากงานในบริษัทลูกซึ่งมาร์จิ้นต่ำหรือขาดทุนใกล้หมดลงซึ่งมีเหลือเพียง 5 ล้านบาท เท่านั้น โดยคงคำแนะนำ ซื้อ ที่ราคาเป้าหมาย 11 บาท สรุปหุ้นโดนขายชอร์ตหนัก ประจำวันที่ 4 มิ.ย.58แรงซื้อที่เข้ามาน่าจะมาจากนักลงทุนรายสถาบันที่เข้ามาซื้อหุ้นขนาดใหญ่ อย่าง PTT, KBANK ทำให้ตลาดฯไม่ปรับตัวลง ส่งผลให้นักลงทุนกล้ากลับเข้ามาซื้อหุ้นขนาดกลางและเล็ก สัญญาณทางเทคนิคจึงเป็นสัญญาณซื้อได้ SET ปิดบวกเกือบ 9 จุด PTT ซื้อ-ขายสูงสุด 2.46 พันลบ. ,ค่าใช้จ่ายๆ ที่ใช้ไปในการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นฯ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2558 เป็นเงิน 2,500,000 บาทค่าสียหายที่เกิดขึ้นแก่ชื่อเสียงและภาพลักษณ์ทางธุรกิจของ NMGเป็นเงิน 40,000,000 บาทและเนื่องจากการกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ในฐานะกรรมการของ NMG ที่ผ่านมา ได้ทำให้เกิดความไว้วางใจว่าจำเลยดังกล่าว จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และระวังรักษาผลประโยชน์ของบริษัท NMG ตลอดจนการใช้เงินทุนที่ได้มาจากการใช้สิทธิในการซื้อหุ้นสามัญตามใบสำคัญแสดงสิทธิฯ (NMG-W3) และ/หรือจากการออกหุ้นกู้ที่ได้รับอนุมัติในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นฯที่ผ่านมาหรือไม่ มูลค่างานในมือสูงราว 1.0 พันล้านบาท ณ สิ้น 1Q58 คิดเป็น 60% ของประมาณการรายได้ในช่วงที่เหลือของปีที่เราคาดไว้ นอกจากนี้คาดบริษัทจะได้งานใหม่ในประเทศเพิ่มรวมทั้งโครงการใหญ่ในเมียนมาร์กราฟเป็นขาขึ้นแบบ Sideway up โดยราคายกตัวขึ้นเหนือเส้น EMA 10 วันได้ต่อเนื่อง สอดคล้องกับเครื่องมือ RSI + MACD ชี้ขึ้นสนับสนุนเป็นสัญญาณซื้อทั้งคู่ จึงมีโอกาสจะปรับตัวขึ้นได้ สรุปซื้อขายกระดานรายใหญ่ (ภาคเช้า) SUPER มูลค่าสูงสุด 119.13 ลบ. ทางด้านธนาคารกลางกรีซระบุว่า รัฐบาลกรีซได้ยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการต่อ IMF เพื่อขอเลื่อนการชำระหนี้งวดเดือนมิ.ย.โดยขณะนี้บริษัทยังอยู่ระหว่างรอผลประมูลงานในครึ่งปีหลังมูลค่ารวม 1.46 พันล้านบาท ซึ่งเป็นงานภาครัฐ 90% โดยคาดว่าจะทราบผลตั้งแต่ไตรมาส 3/58 เป็นต้นไป โดยบริษัทหวังจะได้รับงาน 40-50% จากมูลค่างานทั้งหมด นอกจากนี้ช่วงที่เหลือของปีบริษัทคาดว่าจะเข้าร่วมประมูลงานอีกราว 6.5 พันล้านบาท หากภาครัฐมีการประกาศโครงการต่างๆออกมาอย่างชัดเจนด้านตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคส่วนใหญ่เคลื่อนไหวทั้งในแดนบวกและลบ สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในช่วงนี้ คือเรื่องของกรีซ และการประชุมโอเปคในวันศุกร์นี้,ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 และต่ำสุดในรอบ 11 เดือน โดยมีปัจจัยลบมาจากการที่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สภาพัฒน์) ปรับลด GDP ปี 58 ลงเหลือ 3-4% จากเดิม 3.5-4.5%, ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับเพิ่มขึ้น, การส่งออกของไทยในเดือนเม.ย.ติดลบ 1.7%, ราคาพืชผลทางเกษตรยังทรงตัวในระดับต่ำ, ผู้บริโภคกังวลเกี่ยวกับปัญหาค่าครองชีพ และราคาสินค้าที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง, เงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลง และ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โฮม พอตเทอรี่ เล็งเสนอขาย IPO เข้า mai ภายในมิ.ย.นี้ ขณะที่คาดรายได้และกำไรสุทธิในไตรมาส 2 /58 คาดว่าจะใกล้เคียงกับไตรมาส 1/58 ที่มีกำไรสุทิอยู่ที่ 142 ล้านบาท และมีรายได้อยู่ที่ 1.3 พันล้านบาท เนื่องจากบริษัทจะรับรู้รายได้จากมูลค่างานในมือ (Backlog) ที่มีอยู่เท่านั้น โดยไม่มีงานใหม่เข้ามา ขณะที่ปัจจุบันมี Backlog ระดับ 2.37 พันล้านบาท รับรู้เป็นรายได้ในปีนี้ 1.82 พันล้านบาท และอีก 552 ล้านบาทจะรับรู้เป็นรายได้ในปี 59ขณะเดียวกันดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงปิดตลาดปรับตัวลดลงในวันนี้ เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้สินของกรีซ หลังจากมีรายงานว่า กรีซวางแผนที่จะเลื่อนการชำระหนี้คืนให้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)。

ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส แนะหุ้น SINGER ซื้อเก็งกำไร แนวรับ 13.50-13 แนวต้าน 14.50-14.70, 15 cut loss ถ้าหลุด 13 ม.หอการค้า เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค พ.ค. อยู่ที่ 75.6?การกระทำของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 จึงเป็นการร่วมกันกระทำการไม่ซื่อสัตย์สุจริต เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการบริหารของ NMG โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฝ่าฝืนพ.ร.บ.บริษัทมหาชน พ.ศ.2535 และพ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดีของประชาชน โดยทาง NEWS และผู้ถือหุ้นจำนวนหนึ่งได้ยื่นฟ้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้การประชุมและการลงมติต่างๆของการประชุมดังกล่าวตกเป็นโมฆะทั้งหมดแล้วทั้งนี้ อันดับเครดิตและ/หรือแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัทอาจมีการปรับลดลงหากความสามารถในการทำกำไรของบริษัทอ่อนแอลงอย่างมาก หรือหากอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนสูงเกินกว่าระดับ 60% ในทางตรงข้าม อันดับเครดิตและ/หรือแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัทอาจมีการปรับขึ้นหากอัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อเงินกู้รวมอยู่ที่ประมาณ 15% และอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนลดลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 50% ได้อย่างต่อเนื่อง บล. โกลเบล็ก ประเมินทิศทางดัชนีตลาดหุ้นไทยประจำเดือน มิ.ย.58 ว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสผันผวนมาก โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศกรีซที่ยังไม่มีความชัดเจนต่อปัญหาการชำระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระให้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จำนวน 1,600 ล้านยูโรในเดือนมิ.ย. จึงให้กรอบดัชนีไว้ที่ระดับ 1,460-1,520 จุด รวมถึงแรงกดดันจากกลุ่มธนาคารจากความกังวลหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในส่วนของเอสเอ็มอี และรายย่อย รวมถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงขาเดียว ซึ่งกระทบต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) 193.00 198.00ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงปิดตลาดปรับตัวลดลงในวันนี้ โดยดัชนีฮั่งเส็งลดลง 291.73 จุด หรือ 1.06% ปิดวันนี้ที่ 27,260.16 จุดเนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้สินของกรีซ หลังจากมีรายงานว่า กรีซวางแผนที่จะเลื่อนการชำระหนี้คืนให้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)รวมถึงบริษัทมีแผนขยายกำลังการผลิตต่อเนื่อง และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้แบรนด์ไบเล่ ในไตรมาส 3/58 จะเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้นในช่วงที่เหลือของปีในปี 2557 ยอดขายของบริษัทอยู่ที่ 8,542 ล้านบาท ลดลง 37% จากปีก่อน ยอดขายที่ลดลงเนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศและบริษัทเปิดขายโครงการใหม่น้อยลง ในขณะที่ยอดขายในช่วงไตรมาสแรกของปี 2558 เท่ากับ 2,721 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 132% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทริสเรทติ้งคาดว่ายอดขายของบริษัทจะกลับมาอยู่ที่ระดับ 8,000-11,000 ล้านบาทต่อปีได้ในช่วงปี 2558-2560,คา สิ โน ออนไลน์ w881️⃣M98,ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2558 บริษัทมีเงินกู้รวม 17,509 ล้านบาท ลดลงจากระดับสูงสุดที่ 18,014 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2557 ซึ่งสอดคล้องกับตารางการชำระหนี้ บริษัทมีส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 7,743 ล้านบาทซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มทุนจำนวน 1,841 ล้านบาทให้แก่ Gulf International Investment (Hong Kong) Ltd. (Gulf) โดย ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2558 บริษัทมีอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนในระดับ 69.3% อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดจากภาระหนี้สินในระดับสูงนี้ถูกบรรเทาบางส่วนจากกระแสเงินสดจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่แน่นอนและคาดการณ์ได้ นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ยังมีอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้ (EBITDA margin) ที่สูงเนื่องจากได้รับ Adder และมีค่าใช้จ่ายดำเนินงานที่ต่ำ โดยอัตราค่าไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของบริษัทได้รับอยู่ที่ประมาณ 11 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง และมี EBITDA margin อยู่ที่ประมาณ 85% FANCY ชี้แจงกรณีข่าวลือ FER จ่อ backdoor บริษัท ดัชนี SET ปิดวันนี้ที่ระดับ 1,490.90 จุด เพิ่มขึ้น 8.83 จุด, +0.60% มูลค่าการซื้อขาย 36,487.33 ล้านบาท SET สัปดาห์หน้าลุ้นขึ้นต่อ รอทะลุ 1,536 จุด ซื้อกลับ Opportunity Day: (5 มิ.ย.) EASON NCH SAT GPSC SGP // (8 มิ.ย.) STPI TOG SENA TRU ANAN // (9 มิ.ย.) JUBILE DRT BKD TICON LDC LALIN หุ้นแนะนำภาคบ่าย: เก็งกำไร TPIPL (คาดหุ้นมีโอกาสเข้าคำนวณใน SET50 และความชัดเจนธุรกิจไฟฟ้าช่วยหนุนมูลค่าหุ้นในระยะกลาง, เป้าทางกลยุทธ์ 4.80-4.90 ตัดขาดทุน 4.54), ทยอยสะสม หุ้น High Yield: JASIF (ราคาปัจจุบันให้คาดการณ์ปันผล 9% และมองหุ้นมีโอกาสถูกผลักดันจาก yield สูงกว่าทางเลือกการลงทุนอื่น, เป้าทางกลยุทธ์ 12.00-13.00 ตัดขาดทุน 9.20) ทั้งนี้คาดว่าจะสามารถเบิกง่ายและเรียกผู้ประกอบการไปเซ็นสัญญาได้ในเดือนมิ.ย.นี้ ซึ่งเชื่อว่าจะส่งผลให้ปริมาณความต้องการยางจะปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในไตรมาส 3/58PAF ราคาปิด 3.34,ทั้งนี้คาดว่ากำไรไตรมาส 2/58 มีแนวโน้มสร้างจุดสูงสุดใหม่หลังจากทำ new high ไปแล้วในไตรมาส 1/58 อิงจากงานในมือที่อยู่ระหว่างการรับรู้รายได้ในช่วงไตรมาส 2/58 นี้ราว 350-390 ล้านบาท โดยในไตรมาสนี้อัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มดีขึ้นเนื่องจากงานในบริษัทลูกซึ่งมาร์จิ้นต่ำหรือขาดทุนใกล้หมดลงซึ่งมีเหลือเพียง 5 ล้านบาท เท่านั้น โดยคงคำแนะนำ ซื้อ ที่ราคาเป้าหมาย 11 บาทในปี 2557 ยอดขายของบริษัทอยู่ที่ 8,542 ล้านบาท ลดลง 37% จากปีก่อน ยอดขายที่ลดลงเนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศและบริษัทเปิดขายโครงการใหม่น้อยลง ในขณะที่ยอดขายในช่วงไตรมาสแรกของปี 2558 เท่ากับ 2,721 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 132% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทริสเรทติ้งคาดว่ายอดขายของบริษัทจะกลับมาอยู่ที่ระดับ 8,000-11,000 ล้านบาทต่อปีได้ในช่วงปี 2558-2560แนวโน้มการลงทุนบ่ายนี้ คาดตลาดหุ้นไทยอาจเผชิญแรงขายทำกำไร หลังจากที่ 2 วันที่ผ่านมาได้ปรับตัวขึ้นสวนทางตลาดต่างประเทศ พร้อมให้แนวรับ 1,490 จุด ส่วนแนวต้าน 1,500 จุด。

Washington must sharpen its focus on strengthening the regional order-defending agendas of its Indo-Pacific alliances.

Beyond Alliance Repair: Biden Must Do More in the Indo-Pacific
Credit: Official White House photo

Defense and foreign ministers from Australia and the United States will be gathering this week for the annual Australia-U.S. Ministerial (AUSMIN) Dialogue, the first 2+2 meeting between the allies since U.S. President Joe Biden took office. After the mercurial alliance management of the Trump years, Australian officials could be forgiven for looking ahead to this occasion with a mixture of relief and high expectations.

The consultations will bring much-needed normalcy to the Australia-U.S. alliance. But they may also bring bold new commitments to increase collaboration on a range of global challenges: from climate change and human rights to governance reform and critical technology cooperation. This, after all, has been the Biden team’s playbook so far in engagements with the United States’ democratic allies and partners around the world.

Strengthening the international rules-based order is an important agenda. But to win today’s contest with China in the Indo-Pacific, Biden’s global focus won’t be enough. As we argue in “Correcting the Course: How the Biden Administration Should Compete for Influence in the Indo-Pacific,” the United States must invest in the regional order-defending functions of its Indo-Pacific alliances and partnerships if it is to succeed in improving its strategic position in the region. Biden’s global order priorities, despite being broadly welcomed in the region, are not directly relevant to competing for present-day influence in the Indo-Pacific. Although alliance repair is an important part of the regional agenda, more is required to support and empower U.S. allies and partners to set them up for success in strategic competition.

Restoration and Global Order

The Biden administration deserves credit for moving fast to reinvigorate its Indo-Pacific alliances and partnerships after the tumult of Donald Trump’s presidency. Early cabinet-level visits to Japan and South Korea in March saw the United States reaffirm its defense treaty commitments and secure host nation support agreements with both allies. Biden’s team has also made it clear that it views U.S. allies and partners as indispensable “force multipliers” for strengthening the liberal international order and addressing a long list of global concerns. Given the Trump administration’s narrow prioritization of regional security issues and the Biden team’s restorationist agenda, this is as welcome as it is unsurprising.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Operationalizing this agenda has seen the Biden administration reopen the global aperture of the United States’ Indo-Pacific alliances and partnerships in ways reminiscent of the Obama years. Leaderssummits with Japanese and South Korean counterparts produced ambitious agendas for global cooperation, including new bilateral climate, health, and technology mechanisms. The same approach has been applied to the India-U.S. partnership, with officials emphasizing cooperation on climate change, health, supply chain security, and technology issues, and flagging expanded coordination in the Indo-Pacific, Africa, and Middle East. Although cabinet-level engagements with Australia have been sparing to date, U.S. officials have nonetheless sought Canberra’s cooperation on global health and economic initiatives, and in promoting democratic values abroad.

The Biden administration has also worked to expand the role of select multilateral groupings involving regional allies. Washington moved quickly to elevate the Quad between Australia, India, Japan, and the United States to a leaders’ level dialogue and revive the dormant trilateral partnership with Seoul and Tokyo. In both cases, the United States and its Indo-Pacific partners have signaled their intention to expand cooperation beyond the security realm – in health, climate change, and technology, etc. – to strengthen the collective ability to provide global and regional public goods.

At the same time, Washington has expended significant diplomatic capital to bring its European and Indo-Pacific partners together in support of a global agenda to counter China’s expanding ambitions and influence. Crucially, as the Biden team views competition with China as a long-term global challenge – rather than a near-term regional imperative – this agenda has prioritized coordinated pushback on issues such as Beijing’s Belt and Road Initiative, cyber malpractices, human rights abuses, and techno-authoritarianism.

Where Goes the Neighborhood?

But for all that Indo-Pacific allies and partners bring to global initiatives, the Biden administration has yet to focus its investment in these relationships on a dedicated regional strategy. This is a serious problem. Biden’s Asia team has talked a big game on strategic competition with China. But even as Beijing continues to undercut U.S. regional preeminence, there remain serious questions over Washington’s capacity and willingness to maintain a favorable Indo-Pacific balance of power, deliver a comprehensive regional trade and investment strategy, and sustain robust and wide-ranging engagement with Southeast Asia.

Worryingly, there has been little progress on such regional issues during the Biden administration’s engagements with its Indo-Pacific allies and partners to date. With the notable exception of the ambitious Quad Vaccine Partnership, projects designed to have a strategic impact in the region – such as the U.S.-Korea Global Vaccine Partnership and U.S.-Japan Competitiveness and Resilience Partnership – have been diffuse and slow-moving. This is a missed opportunity for the administration’s alliance revitalization agenda. But it also raises questions about its priorities so far: The Biden team has simply not demonstrated the same sense of urgency in focusing alliances on Indo-Pacific challenges as it has on building allied and partner support for the globalization of strategic competition with China. This leaves regional states wondering whether Washington will be truly committed to competing for influence with China within the Indo-Pacific.

Empowering Allies Through Defense Integration

As a starting point, ensuring U.S. alliances and partnerships in the Indo-Pacific can effectively contribute to shared security objectives is a necessary component of an improved regional strategy. Achieving this will require the Biden administration to better empower its partners for collective and independent roles. This is not a natural impulse for the United States. On the contrary, Washington’s “superpower mindset” and the protectionist instincts represented in its newly tightened “Buy American” regulations do not portend a swift departure from longstanding U.S. preferences to limit and control the extent of defense integration with allies and partners.

This is especially problematic given the United States’ growing – and increasingly well recognized – need to multilateralize its defense industrial and technological base to maintain a competitive military advantage vis-à-vis China. Unfortunately, even with close allies like Australia and Japan, efforts to deepen defense industry integration have encountered significant economic and political hurdles, particularly around sharing and protecting sensitive data.

Technology sharing reforms should thus feature prominently in the Biden team’s efforts to empower Indo-Pacific allies and partners going forward. To start with, the administration should lean into reforming and implementing existing mechanisms that are designed to facilitate greater two-way collaboration between U.S. and allied defense industries. This includes removing barriers to technology transfer and information-sharing arrangements with Australia by fully utilizing the U.S. National Technology and Industrial Base legislation – the slow progress of which is currently complicating Canberra’s effort to build a sovereign guided munitions manufacturing capability. It also requires reforming restrictive data-sharing arrangements within the U.S. Foreign Military Sales program, the likes of which have recently frustrated Tokyo, pushing it to prioritize domestic alternatives to U.S. capabilities and munitions.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

Empowering allies also requires Washington to step out of the way of allied self-strengthening efforts to enhance their own defense capabilities, even when these do not entirely align with U.S. preferences. On this score, the Biden administration’s record is mixed. Its decision to scrap the U.S.-Korea Missile Guidelines in May is a good example of what needs to be done – enabling Seoul to produce and field longer-range systems that provide it operational advantages vis-a?-vis China and North Korea, and paving the way for enhanced bilateral space cooperation. But other efforts will not be so simple. For example, finding a solution to Washington’s disagreement with India over its purchase of the Russian S-400 air defense system – one that does not jeopardize future India-U.S. military cooperation – will be essential for sustaining the trajectory of that strategic partnership. By increasing the ability of U.S. allies and partners to defend themselves and contribute to collective defense efforts, letting such initiatives flourish offers mutual strategic advantages.

Correcting the Course

The Biden administration’s recommitment to strong Indo-Pacific relationships and policy of ongoing strategic competition with China are welcome starting points for its early engagements with allies and partners. But it’s been slow off the mark when it comes to developing a regional strategy that will set the United States on the right trajectory to compete for influence with China within the Indo-Pacific.

This week’s AUSMIN consultations provide an opportunity for Washington to begin correcting the course. By working with Canberra on ambitious initiatives to strengthen regional defense posture, geoeconomic security, sovereign resilience, and diplomatic engagement, Washington can signal that investing in the Indo-Pacific is as important to the administration as global competition with China. Failure to focus substantial attention and resources on regional competition will exacerbate concerns that the Biden administration, like its predecessors, is unable or unwilling to deliver on the Indo-Pacific pivot that Washington has promised for a decade.